สรุปหนังสือ: เหนือกว่าวอลสตรีท ตอนที่ 2 (One Up on Wall Street – Part 2)

สรุปหนังสือ เหนือกว่าวอลสตรีท one up on wall street part 2
ผู้เขียน : Peter Lynch, John Rothchild (ผู้แปล – ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร)
สำนักพิมพ์ : Fidelity
จำนวนหน้า : 352 หน้า
Genre : Investing
ISBN : 9786169033288
พิมพ์ครั้งแรก : 2012

8.5

เนื้อหา

10.0/10

การนำเสนอ

7.0/10

ส่วนที่ เลือกผู้ชนะ 

บทที่ ไล่ล่าหา 10 เด้ง (Stalking the Tenbagger)

  • สถานที่ที่ดีที่สุดในการมองหาหุ้น 10 เด้งนั้น คือบริเวณใกล้บ้าน หลังบ้าน ช็อบปิ้งมอลล์ เช่น ในกรณีของหุ้น Dunkin Donut, McDonald, Subaru และ KFC 
  • สถานที่ทำงาน  และข้อมูลในสายอาชีพนั้นก็อาจเป็นแหล่งข่าวสารหุ้นเด็ด ทำให้คุณมีข้อได้เปรียบมืออาชีพได้ เช่น ถ้าคุณเป็นหมอ ในปี 1976 มียาโรคกระเพาะชื่อ Tagamet วางขายในตลาด ยาตัวนี้โด่งดังมาในการใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่สำคัญมันไม่ได้กินทีเดียวหาย มันต้องซื้อมากินเรื่อยๆ บริษัท Smith Kline Beckman เจ้าของยา Tagamet นั้น ทำกำไรได้มหาศาล ส่งให้ราคาหุ้นขึ้นสิบเด้งใน 10 ปี แต่กว่าหุ้นตัวนี้จะพุ่งทะยาน มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าWallstreet จะรับรู้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าผู้ใช้ยาและจ่ายยานั้นที่รับรู้ความเจ๋งของยาตัวนี้ล่วงหน้านั้น จะได้เปรียบเหล่ามืออาชีพแค่ไหน
  • แต่ในความเป็นจริง คงมีน้อยที่หมอที่จ่ายยาตัวนี้จะซื้อหุ้นยา เพราะเขาดันไปให้ความสนใจกับหุ้นน้ำมัน ที่พวกเขาไม่ได้คุ้นเคยอะไรเลย 
  • อีกข้อได้เปรียบของมือสมัครเล่นก็คือ ถ้าเขาทำงานในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร เขาก็จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจได้เร็วกว่ามืออาชีพ และก็อีกเช่นกัน มันคือโอกาสทำกำไรอันงดงาม 
  • Peter Lynch สนับสนุนให้มองหาหุ้นที่คุณรู้จัก ใกล้ตัว มีข้อได้เปรียบจากสายงานที่คุณทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อได้เปรียบของนักลงทุนสมัครเล่น 

บทที่ 7 : เจอแล้ว เจอแล้ว เจออะไร (I’ve got it, I’ve got it – What is it?) 

  • ารได้หุ้นเด็ดเข้ามาอยู่ในสายตาของคุณ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ก็ไม่ได้แปลว่าคุณควรจะซื้อหุ้นนั้น อย่าซื้อเพียงเพราะว่ามีแต่คนพูดถึงมันมาก หรือมีเซียนแนะนำ ก่อนจะซื้อนั้นคุณต้องวิเคราะห์หุ้นให้ดีก่อน  
  • เวลาคุณจะซื้อของสักชิ้นที่มีราคา คุณมักจะสืบเสาะหาข้อมูลมาหลายชม.ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เช่น ต้องเปรียบเทียบก่อนว่าเจ้าไหนขายถูกสุด เทียบ spec ราคา ความคุ้มค่ากันก่อนจะจ่ายเงินก้อนซื้อ
  • หุ้นก็เช่นกัน อย่าซื้อหุ้นโดยใช้เวลาตัดสินใจในเวลาไม่กี่นาที 
  • Peter Lynch แนะนำว่าเมื่อคุณได้พบกับผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่คุณชอบหรือสนใจ ให้มองหาว่ามันมีหุ้นมั้ย และพิจารณาตาม step ต่อไปนี้

    1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น ทำกำไรให้บริษัทมากแค่ไหน? (What is the bottom line?)

  • ถ้าคุณประทับใจผลิตภัณฑ์ใดสักอย่างและรู้สึกอยากลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้น สิ่งแรกที่ต้องหาก็คือ ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์นั้นมีผลกระทบต่อกำไรบริษัทแค่ไหน มันอาจจะเป็นสินค้าขายดีก็จริง แต่ถ้ามันเป็นของบริษัทกิจการขนาดใหญ่ ก็อาจไม่มีผลอะไรมาก เช่น ผ้าอ้อมเด็กยี่ห้อ Pampers ของ P&G ที่แม้จะโด่งดังแค่ไหน แต่ P&G เป็นบริษัทขนาดใหญ่มากๆแล้ว รายได้จาก Pampers จึงผลักกำไรของบริษัทเท่าใดนัก

    2. บริษัทใหญ่หรือเล็ก? (Big Company, Small Moves)

  • ขนาดของบริษัทนั้นจะสำคัญในแง่เรื่องของความคาดหวังของคุณเอง มันไม่ผิดอะไรที่คุณจะลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ต้องระลึกไว้ว่าราคาหุ้นมันจะไม่ได้หวือหวา มันมักจะวิ่งช้ากว่าหุ้นบริษัทขนาดเล็ก คุณอาจหวังให้หุ้น Coca-Cola ทำเงินได้ เท่าใน ปี แต่จะหวังให้มัน 3 เท่าได้ใน 2 ปีนั้น คงเกินเอื้อมไปหน่อย (ยกเว้นว่าหุ้นใหญ่หุ้นนั้นเป็นหุ้นฟื้นตัว)

    3. หุ้นหกประเภท (The Six Categories)

  • เมื่อรู้ขนาดของบริษัทนั้นๆ เทียบกับในกลุ่มธุรกิจเดียวกันแล้ว Peter Lynch จะจัดกลุ่มหุ้นไว้ ว่ามันเป็นประเภทไหน ใน ประเภท 

    3.1 หุ้นโตช้า (Slow Grower) 

  • คำว่าโตช้าในที่นี้ คือโตล้อกันไปตาม GNP – กลุ่มนี้มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่และเก่าแก่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นหุ้นโตเร็วมาก่อน แล้วก็หมดแรง อาจเพราะมันใหญ่มากหรือเหนื่อยเกินจะไปต่อ เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า รถยนต์ เหล็กกล้า เคมี  
  • ลักษณะสำคัญอีกอย่างคือ หุ้นโตช้าจะจ่ายปันผลดีและสม่ำเสมอ ซึ่ง Peter Lynch บอกว่าไม่ใช่ style ของเขาเท่าไหร่ เพราะการเติบโตของกำไรหุ้นนั้นสร้างความมั่งคั่งให้บริษัทได้รวดเร็ว ไม่มีอะไรที่จะมาเสียเวลากับหุ้นโตช้าๆ 

    3.2 หุ้นแข็งแกร่ง(The Stalwarts) 

  • ตัวอย่างเช่น หุ้น Coca-Cola, P&G, Colgate , Bristol meyer, kellogg แม้พวกนี้จะเป็นบริษัทใหญ่ แต่ก็ยังโตเร็ว ราคาหุ้นแม้จะไม่พุ่งทะยาน แต่ก็ไม่ราบเรียบน่าเบื่อ
  • EPS ในกลุ่มนี้มักเติบโตปีละ 10-12% ดังนั้นราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะไม่หวือหวา และแน่นอนการจะมาหวัง สิบเด้ง ในกลุ่มนี้ก็คงไม่ใช่ 
  • ดังนั้นหากราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น 50% ในเวลาเพียง 1-2 ปี คุณอาจต้องคิดว่าถึงเวลาขายมันหรือยัง 
  • หุ้นในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ Peter lynch ซื้อเพื่อหวังผลตอบแทน 30-50% เมื่อขายแล้วจะเริ่มกระบวนการกับหุ้นตัวใหม่ที่คล้ายๆกัน แต่ราคายังไม่ขึ้น 
  • หุ้นแข็งแกร่ง หากมีติดพอร์ตไว้ จะช่วยเป็นตัวป้องกันในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยและยากลำบาก – ในช่วงวิกฤติ หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นเพื่อนที่ดี เพราะคุณรู้ว่ามันจะไม่ล้มละลาย และมูลค่าของมันก็จะกลับมา เมื่อบรรยากาศดีขึ้น 

    3.3 หุ้นโตเร็ว(The Fast Growers) 

  • เป็นกลุ่มที่ Peter Lynch ชอบที่สุด กลุ่มนี้มักเป็นบริษัทขนาดเล็กที่โตปีละ 20-25และเป็นกลุ่มที่จะทำให้เกิดหุ้น 10-40 เด้ง ถ้าพอร์ทคุณเล็ก หาหุ้นแบบนี้ได้ 1-2 ตัวก็เพียงพอแล้ว 
  • บริษัทที่โตเร็ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็ว มันอาจเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมโตช้าที่หาช่องว่างให้มันโตเร็วได้  
  • แน่นอน กลุ่มนี้ก็มีครวามเสี่ยงมาก เพราะบริษัทพึ่งก่อตั้งมักจะไฟแรงและมีทุนไม่พอ มีความเสี่ยงทั้งล้มละลาย และความเสี่ยงที่ว่าถ้ามันโตช้ากว่าที่ตลาดคาด ราคาก็จะถูกทุบอย่างรวดเร็ว 

    3.4 หุ้นวัฏจักร(The Cyclicals)

  • คือบริษัทที่มียอดขายและกำไรขึ้นลงเป็นประจำวนไปวนมา เช่น หุ้นบริษัทรถยนต์ สายการบิน ยางรถ เหล็ก เคมี ผลิตอาวุธ 
  • ในยามที่เศรษฐกิจพ้นจากภาวะถดถอยและเข้าสู่ภาวะรุ่งเรือง หุ้นกลุ่มนี้จะเติบโตและวิ่งขึ้นเร็วกว่ากลุ่มหุ้นแข็งแกร่ง เช่น พอเศรษฐกิจดี คนก็ซื้อรถใหม่กันมากขึ้น นั่งเครื่องบินมากขึ้น ความต้องการเหล็ก สินค้าเคมี ก็จะมากขึ้น  
  • จุดที่นักลงทุนมักเสียเงินได้ง่าย ก็คือเข้าซื้อมันตอนที่หุ้นกลุ่มนี้กำลังไปได้สวย เพราะหุ้นกลุ่มวัฏจักรมักเป็นพวกหุ้นใหญ่ๆ แบรนดังๆ บางครั้งคุณอาจเข้าใจผิดว่ามันเป็นหุ้นแข็งแกร่ง  
  • ดังนั้น จังหวะการลงทุนจึงสำคัญมากในหุ้นกลุ่มนี้ คุณต้องหาสัญญาณตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าธุรกิจในกลุ่มนี้ฟื้นตัวนี้ อยู่ในตำแหน่งไหน กำลังจะขาขึ้นสู่ Peak หรือเลยจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังจะทิ้งดิ่ง !

    3.5 หุ้นฟื้นตัว(Turnarounds

  • เป็นหุ้นในกลุ่มบริษัทที่ถูกทุบเละเทะ บ่อยครั้งปลายทางมันจะเอาตัวไม่รอดจากการล้มละลาย นี่คือกลุ่มหุ้นที่ไม่โต และมีโอกาสตายจริงๆ ไม่เหมือนหุ้นวัฏจักรที่เดี๋ยวเศรษฐกิจดี มันก็กลับมา (แต่หุ้นวัฏจักรที่บริหารไม่ดี ก็อาจจะกลายมาเป็นหุ้นกลุ่มนี้ได้) 
  • สิ่งที่ดีในหุ้นกลุ่มนี้คือ ถ้ามันฟื้นตัวได้จริงๆ หุ้นประเภทนี้ จะมีความสัมพันธ์กับสภาวะตลาดน้อยที่สุด เทียบจากทั้ง ประเภท และหลายๆครั้งหุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ก็เสี่ยงมากเช่นกัน 
  • หุ้นฟื้นตัวมีหลายรูปแบบ เช่น 
    • 1 ช่วยฉันซะ ไม่งั้น…. (Bail-us-out-or-else) : ตัวอย่างหุ้น Lockheed ซึ่งผลิตอาวุธให้รัฐบาล  และแน่นอนว่ามันสุดท้ายมันก็ได้การช่วยเหลือจากรัฐบาล  
    • 2 มีปัญหาเล็กน้อย (little-problem-we-didn’t-anticipate)เช่นหุ้นโรงไฟฟ้านิวเคลีย Three Mile Island ที่มีโศกนาฏเล็กๆ แต่ถูกมองให้เลวร้ายเกินไ ซึ่งเมื่อทุกคนลืมร้ายๆ และมีข่าวดีออกมามากมาย หุ้นมักจะขึ้นไปรอแล้ว (อย่างไรก็ตาม หากเหตุไม่คาดคิดนั้น รุนแรง และประเมินยาก ก็ควรหลีกเลี่ยง) 
    • 3 ดีทุกอย่าง แต่กลับรอล้มละลาย หุ้น Interstate Department store เป็นบริษัทแม่ทีประสบความสำเร็จน้อย แต่มันมีหุ้นลูก คือ Toy R Us ที่มีผลประกอบการอย่างดี  
    • 4 รอปรับโครงสร้าง เช่น ก่อนหน้านี้อาจไปซื้อบริษัทลูกมาเพื่อ Diversification แต่กลายเป็น Diworsification จนถึงขั้นทำบริษัทแม่เกือบเจ๊ง (ซึ่งกลายเป็นโอกาสได้หุ้นฟื้นตัว) แล้วมีการปรับโครงสร้างจัดการส่วนที่ไม่ทำกำไร แล้วมันก็กลับมาได้

       3.6 หุ้นทรัพย์สินมาก( The Asset Plays) 

  • หุ้นที่บริษัทนั่งทับอะไรซักอย่างที่มีค่า แต่เหล่ามืออาชีพมักมองข้ามไป เป็นหุ้นกลุ่มที่คนในพื้นที่สามารถนำข้อได้เปรียบของมือสมัครเล่นมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เช่นหุ้นรถไฟที่มีทรัพสินเป็นที่ดินจำนวนมา หุ้นบริษัทที่มีสิทธิบัตรมากๆ 

Note:

  • ต้องระลึกไว้เสมอว่าบริษัทนั้นจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดิมตลอดไป เช่น หุ้นโตเร็วกลายเป็นหุ้นโตช้า หรือ กลายเป็นหุ้นวัฏจักร หุ้นวัฏจักรที่เกือบล้มละลาย กลายเป็นหุ้นฟื้นตัว หุ้นโตเร็วอาจกลายเป็นหุ้นasset play เช่น Mcdonald ที่มีอสังหาหลายๆแห่งทั่วโลก 
  • อย่าหาสูตรสำเร็จในการซื้อขายหุ้น (ในเล่มเขียนว่า เป็นสิ่งที่โง่เขลาที่สุด) เช่น ใช้สูตรขายเมื่อได้กำไร เด้ง ,ขายหลังจากถือครบ ปี , cut loss เสมอที่ 10% เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใช้สูตรสำเร็จในหุ้นทุกๆตัว ทุกประเภท เช่น ซื้อหุ้นแล้วถือยาวหลายสิบปีเป็นเรื่องที่ดีในหุ้นแข็งแกร่ง เช่นพวกบริษัทยาใหญ่ๆ (ในกรณีที่ได้ราคาดีๆ) แต่คงบ้าบอถ้าคุณจะคิดจะถือหุ้นวัฏจักรไปตลอดรอดทุกวงจรธุรกิจ หรือ เป้าว่าจะขายหุ้น Walmart เมื่อกำไร 50% ในขณะนี้ที่หุ้นสมัยนั้นมีศักภาพโตได้อีกหลายเด้ง 

บทที่ 8 : หุ้นสมบูรณ์แบบ อะไรจะถูกขนาดนั้น!” ( The Perfect Stock – What a Deal!)

  • การทำความเข้าใจในพื้นฐานของบริษัทจะง่ายกว่ามากถ้าคุณเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจ เช่นบริษัททำถุงน่องมันเข้าใจง่ายกว่าบริษัทปล่อยดาวเทียม ยิ่งธุรกิจนั้นง่ายจนมีคนสบประมาทว่า ใครๆก็บริหารกิจการแบบนี้ได้ ก็ยิ่งเป็นโอกาสดี 
  • ระหว่างบริษัทที่ดี + ผู้บริหารยอดเยี่ยม แต่กิจการอยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง มีตัวธุรกิจซับซ้อน  สู้กับ  บริษัทที่น่าเบื่อ+ธุรกิจง่ายๆธรรมดา+แข่งขันน้อย,  Peter Lynch บอกว่าเขาชอบอย่างหลัง เพราะ มันตามได้ง่ายกว่า 
  • คุณสมบัติของหุ้นสมบูร์แบบ มี 13 ประการ นั่นคือ

    1. ดูน่าเบื่อ (IT SOUNDS DULL—OR, EVEN BETTER, RIDICULOUS)

  • ยิ่งธุรกิจง่าย มันก็จะน่าเบื่อ แต่ยิ่งน่าเบื่อเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งชื่อเห่ยๆ ก็ยิ่งดี  

    2. ทำธุรกิจที่น่าเบื่อ (IT DOES SOMETHING DULL)

  • เช่น บริษัท Crown Cork and Seal ทำฝากระป๋อง และฝาจุกขวด 
  • ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของบริษัทที่น่าเบื่อนั้น คือมันมักจะอยู่ห่างจากเหล่ามืออาชีพ จนพอมีข่าวดีมากๆ พวกเขาก็จะแห่กันมาซื้อ ถึงเวลานั้นคุณค่อยคิดจะขายก็ยังทัน 

    3. มันทำบางสิ่งบางอย่างที่คนไม่เห็นด้วย (IT DOES SOMETHING DISAGREEABLE)

  • ดียิ่งกว่าน่าเบื่อ คือทั้งน่าเบื่อและขยะแขยงในเวลาเดียวกั เช่น หุ้น Safety-Kleen ทำธุรกิจจัดหาเครื่องมือล้างชิ้นส่วนรถที่เปื้อนนำมันหล่อลื่น  

    4. มันเป็นหุ้นที่แตกออกมา  (IT’S A SPINOFF)

  • เช่น Toy R Us แตกออกมาจาก Interstate department stores  
  • ส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่แตกออกมาจากนั้นมักจะมีงบการเงินแข็งแกร่งที่พร้อมจะประสบความสำเร็จในฐานะบริษัทอิสระ และเมื่อบริษัทนี้ถูกบริหารโดยผู้บริหารใหม่ซึ่งมีอิสระมากขึ้น ก็สามารถมีมาตรการสร้างสรรใหม่ๆ เพิ่มกำไรบริษัทได้มากขึ้น 

    5. สถาบันไม่ถือมัน และนักวิเคราะห์ไม่ได้ติดตาม 

  • หาบริษัทที่ไม่เคยมีนักวิเคราะห์ไปเยี่ยม ไม่มีมืออาชีพรู้จัก หรืออาจเคยมีมาหาบ้าง แต่ก็เมื่อสามปีที่แล้ว หรือเคยเป็นหุ้นยอดนิยมของมืออาชีพ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว พวกนี้อาจเป็นหุ้นที่น่าตื่นเต้น อาจกำลังรอการฟื้นฟู 

    6. ข่าวลือว่า มันเกี่ยวข้องกับขยะพิษ หรือ มาเฟีย 

  • ธุรกิจกำจัดขยะและของเสียคือธุรกิจที่สุดวิเศษ ซึ่งบริษัท Waste Management ก็เข้าคุณสมบัตินี้เต็มๆ แถมคนยังลือกันว่ามีมาเฟียคุมธุรกิจอยู่นี้ จึงต้องห่างๆเข้าไว้ แน่นอนว่าคนที่พบเจอหุ้นนี้แรกๆ จะได้หุ้น 100 เด้งเลยทีเดียว

    7. มีอะไรโศรกเศร้าและหดหู่เกี่ยวกับมัน 

  • หุ้นกลุ่มนี้ที่ Peter Lynch ชอบที่สุดก็คือ Service Corporation Internation (SCI) ซึ่งทำธุรกิจรับฝังศพทั่วประเทศ

      8. มันเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่โต

  • อุตสาหกรรมที่โตเร็วและน่าตื้นเต้นนั้นจะมีการแข่งขันสูงมาก และมีผู้แพ้ล้มหายตายจากไปอย่างมากมาย แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดกับอุตสาหกรรมฝาจุกขวด โรงแรม ทำฝาขวด หรือรับฝังศพ เป็นต้น  
  • ธุรกิจที่ไม่ค่อยโต และน่าเบื่อ น่ารังเกียจนั้น มักไม่มีปัญหาในเรื่องการแข่งขัน เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ สิ่งนี้เองที่อาจทำให้คุณมีช่องทางเติบโต

    9. มันมีจุดเด่น

  • ธุรกิจเป็นจุดเด่น แข่งขันได้ยาก และขึ้นราคาได้ เช่น บริษัทยาที่มีสิทธิบัตร ต้องมีคู่แข่งทำวิจัยหลายพันล้าน กว่าจะทำยาตัวเดียวมาแข่งได้  

    10. คนต้องซื้อมันเรื่อยๆ 

  • บริษัทยา น้ำอัดลม มีดโกน บุหรี่ ย่อมมีคนมาซื้อสินค้าเขาเรื่อยๆ มากกว่าบริษัทของเล่นเด็ก 

    11. มันเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี 

  • เช่น แทนที่จะลงทุนในบริษัทสแกนเนอร์ ก็ลงทุนในsupermarket ที่ใช้ scanner มาลดต้นทุน และทำให้กำไรบริษัทเพิ่มขึ้นได้เป็นเท่าตัว 

    12. บุคคลภายในบริษัทกำลังซื้อหุ้น

  • หากบุคคลภายในกำลังซื้อหุ้นอย่างบ้าคลั่ง คุณจะพอยังมั่นใจได้ว่า มันยังไม่ล้มละลายในช่วง เดือนข้างหน้า และในระยะยาวนั้น ผู้บริหารที่เป็นเจ้าของหุ้นด้วย ก็จะคิดถึงผลตอบแทนจากราคาหุ้นเช่นกัน แทนที่จะคิดแต่เงินเดือน 
  • และจะยิ่งมีความหมายมาก ถ้าคนซื้อหุ้นนั้นเป็นลูกจ้างที่ได้เงินน้อยกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  
  • หากหุ้นตกลงไปหลังบุคคลภายในซื้อหุ้นไปแล้ว คุณก็มีโอกาสซื้อได้ถูกกว่าพวกเขา ยิ่งดีขึ้นไปอีก 
  • ในขณะที่การขายหุ้นของคนภายในนั้น ไม่มีความหมายมาก หากเป็นในช่วงตลาดปกติ ไม่ได้แปลว่าบริษัทกำลังจะมีปัญหา พวกเขาอาจต้องการเงินไปซื้อบ้าน ไปใหนี้ หรือกระจายความเสี่ยงไปหุ้นตัวอื่นก็ได้ ในขณะที่การใช้เงินซื้อหุ้นนั้น มีเพียงเหตุผลเดียว คือพวกเขาคิดว่าหุ้นมันราคาต่ำกว่าความจริง และสุดท้ายมันจะกลับมาขึ้น 

    13. บริษัทกำลังซื้อหุ้นคืน 

  • การซื้อหุ้นคืนเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการตอบแทนนักลงทุนของตน ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดโดยเฉพาะช่วงโกลาหล อีกอย่างคือมันทำให้ EPS เพิ่มขึ้นอย่างมหัศจรร ส่งผลต่อราคาหุ้น หากซื้อหุ้นคืนไปครึ่งหนึ่ง แต่กำไรเท่าเดิม มันแปลว่า EPS เพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งการจะทำให้เกิดสิ่งนี้โดยลดต้นทุนหรือขายของให้มากขึ้นนั้น อาจทำได้ยากกว่าในบางกรณี 

    บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • Cajun Cleansers เป็นบริษัทกำจัดรอยเชื้อราในเฟอนิเจอร์ หนังสือหายาก และผ้าม่าน ซึ่ง Peter Lynch ให้นิยามว่ามันเป็นหุ้นที่รวมองค์ประกอบครบ ทั้งชื่อเห่ยๆ ธุรกิจน่าเบื่อ น่าขยะแขยง ไม่มีใครพูดถึง และเป็น spin off มาอีกที แน่นอนว่าไม่มีนักวิเคราะห์สนใจชายตามอง  
  • บริษัทนี้มีสิทธิบัตรในเจลทำความสะอาดที่ใช้ได้กับพื้นผิวหลากหลาย ส่วนยอดรายได้อื่นๆก็โตอย่างรวดเร็ว  
  • Peter Lynch รู้จักหุ้นตัวนี้จากญาติห่างๆว่า มีแต่ผลิตภันของบริษัทนี้เท่านั้น ที่สามารถกำจัดเชื้อราบนแจ๊กเก็ตหนังเก่าๆของเขาได้ เมื่อไปดูตัวเลขยอดขายนั้น มันก็โตถึงปีละ 20% บริษัทไม่เคยขาดทุน ไม่มีหนี้้ และเขาได้หุ้นนี้ในช่วงที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจพอดี แถมช่วงที่เขาเข้าซื้อหุ้น Macro ก็กำลังดันตลาดตกพอดี มันคือช่วงเวลาในฝัน!

บทที่ 9 : หุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยง 

1. หุ้นร้อน 

  • หุ้นที่ร้อนที่สุดนั้นมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงที่สุด มันคือหุ้นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด เป็นหุ้นที่ทุกคนกลัวจะตกรถ
  • หุ้นร้อนจะขึ้นไปอยู่เหนือทุกราคา ทุกValuation ดังนั้นแล้ว ราคามันจึงขึ้นไปด้วยความหวังและความฝันที่สนับสนุนมันล้วนๆ เมื่อคนผิดหวัง มันก็จะตกลงมาได้เร็วพอๆกัน จนคุณเห็นกำไรหุ้นงามๆกลายเป็นขาดทุนในเวลาอันสั้น  
  • ธุรกิจที่โตเร็วและร้อนแรง จะดึงกลุ่มคนที่ฉลาดมาร่วมแข่งขัน แม้ Idea ธุรกิจนั้นจะดีสักแค่ไหน แต่หากไม่มีทางที่จะป้องกันจุดเด่นนั้น เช่น ไม่มีสิทธิบัตรมาป้องกันได้เลย ก็เตรียมตัวเจอคนเลียนแบบทันที เช่น ในกรณีหุ้น Floppy Disk, หุ้นน้ำมัน, หุ้น Xerox 

2. หุ้นที่กำลังเป็น “The next…” 

  • เช่น หุ้น “Mcdonald ตัวต่อไป” “หุ้น Disney ตัวต่อไป” ซึ่งเขากล่าวว่าหุ้นที่จะกลายเป็น ตัวต่อไป นั้น ไม่เคยมีจริง
  • การที่ผู้คนกล่าวขานกันว่า หุ้นตัวนู้นตัวนั้น จะกลายเป็นหุ้น….ตัวต่อไป คือเครื่องหมายของการสิ้นสุดความรุ่งเรืองเสียอีก ที่น่าแปลกใจคือ มันจะไม่ได้ตกต่ำลงเฉพาะกับบริษัทที่กำลังมาท้าชิงเท้านั้น ยังรวมไปถึงบริษัทต้นแบบอีกด้วย 

3. Diworseifications 

  • บางครั้งบริษัทที่มีกำไรดีๆ จะไปซื้อกิจการอย่างอื่นเพื่อ Diversification อย่างโง่เขลา ซึ่งได้แก่การไปซื้อธุรกิจที่ราคาสูงเกินไป หรือ อยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจของตน ถ้ามีครบทั้งคู่ ก็มั่นใจเลยว่าเตรียมขาดทุนแหลกแน่นอน และสิ่งที่จะตามมาด้วย ก็คือ การปรับโครงสร้างกิจการ (ขายกิจการที่ซื้อมา ด้วยราคาต่ำกว่าเดิม) 
  • แต่การซื้อกิจการที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีในบางสถานการณ์ เช่น หากธุรกิจหลักของบริษัทกำลังย่ำแย่ อย่างกรณีของ Berkshire Hathaway ที่ไม่ยึดติดกับธุรกิจสิ่งทอ  
  • ถ้าบริษัทจะซื้ออะไรสักอย่าง ก็ต้องเป็นสิ่งที่มา Synergy กัน แต่ส่วนใหญ่มันเป็นอะไรที่ Peter Lynch มักกังวล เพราะมีแนวโน้มสูงที่บริษัทมักจะจ่ายแพงเกินไป ควาดหวังสูงไป แล้วบริหารมันพลาด เขาอยากเห็นการซื้อหุ้นคืนมากกว่า ซึ่งจะเป็น Synergy ที่เยี่ยมยอดที่สุด 

4. หุ้นกระซิบ 

  • หุ้นกระซิบ คือหุ้นตัวเล็กๆ ที่มักมีคนแนะนำว่า มันเป็นบริษัทที่มีความคิดที่น่าสนใจ บ่อยครั้งมันมีไอเดียจะเปลี่ยนโลกได้ และคุณจะได้กำไรจากมันมหาศาล เช่น หุ้นยามหัศจรรย์ 
  • สาระสำคัญของหุ้นพวกนี้ คือ คุณจะเสียเงินกับมันเพราะความหวังลมๆแล้งๆในเรื่องยิ่งใหญ่ที่ไม่มีสาระ  
  • บริษัทพวกนี้มักจะยังไม่มีกำไร ไม่มี PE ratio เพราะยังไม่มี E  แต่ในบริษัทจะมีคนที่ดูฉลาดๆเต็มไปหมด 
  • หากคุณรู้สึกทำใจไม่ให้ กลัวตกรถหุ้นบริษัทที่จะมาเปลี่ยนโลก สิ่งที่ดีสุดคือ ลองเลื่อนการลงทุนในหุ้นพวกนี้ไปก่อนในปีถัดๆไป รอบริษัทมีผลงานชัดเจน รอรายได้ที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อน ก็อาจจะยังไม่สายเกินไป 
  • แน่นอนว่ามีหุ้นบางตัวที่มี mission ที่น่าตื่นเต้น และทำให้คุณมีอาการกลัวตกรถได้ตั้งแต่ IPO มันมักจะมีราคาสูงในวันซื้อขายแรกๆ แต่โอกาสที่หุ้นพวกนี้จะไปถึงฝั่งฝันนั้นมีน้อยมากๆ 

5. ระวังพ่อค้าคนกลาง 

  • บริษัทที่ขายสินค้า 15-50% ให้กับลูกค้ารายเดียวนั้น มักอยู่ในสถานการที่ล่อแหลมต่อความพังพินาศมากๆ เพราะไม่สามารถมีอำนาจต่อรองอะไรได้เลย 

6. หุ้นที่มีชื่อน่าตื่นเต้น 

  • หาก Xerox มีชื่อเป็นบริษัท David Dry Copies มันอาจจะมีอายุยืนยาวกว่านี้ เพราะคนจำนวนมากอาจไม่ค่อยมั่นใจในตัวบริษัท และไม่ได้มีนักลงทุนใหญ่ๆสนใจมากในช่วงแรกๆ 

บทที่ 10 : กำไร กำไร และ กำไร 

  • อะไรคือสิ่งที่บอกว่า หุ้นที่คุณมีอยู่ จะขึ้นต่อได้ หรือ หุ้นที่คุณอยากจะซื้อ ควรจะซื้อในราคาเท่าไหร่  
  • สิ่งที่เรากำลังตั้งคำถามอยู่นี้ ก็คือถามถึงคุณค่าของบริษัท
  • ปัจจัยใดทำให้มูลค่าของมันพรุ่งนี้ มากขึ้นกว่าวันนี้ แน่นอนว่ามีหลายทฤษฎี แต่สำหรับ Peter Lynch – สิ่งนั้นคือกำไรและทรัพย์สิน ซึ่งบางครั้งกว่าราคาจะตามมูลค่าทัน ก็ใช้เวลาเป็นหลายๆปี 
  • การวิเคราะห์หุ้นหนึ่งหุ้น ก็คือการที่เรากำลังจะไปเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจ และเราสามารถวิเคราะห์มันได้โดยใช้พื้นฐานของกำไรและทรัพย์สิน 
  • กำไรกับราคาหุ้นนั้น จะวิ่งเข้าหากันเสมอ แม้มันอาจจะมีช่วงที่วิ่งห่างกันบ้าง 
    • หุ้นโตช้า เปรียบได้กับพวกคนที่มีงานในตำแหน่งมั่นคง เงินเดือนต่ำ ได้เพิ่มเงินเดือนทีละน้อยๆ
    • หุ้นแข็งแกร่ง คือคนที่กินเงินเดือนสูงๆ และได้รับขึ้นเงินเดือนสม่ำเสมอ 
    • หุ้นวัฏจักร คือกลุ่มคนชาวไร่ชาวนา ลูกจ้างโรงแรม คนจัดไฟคริสมาส ที่มีเวลาหาเงินมากๆ แค่ในช่วงเวลาสั้นๆ 
    • หุ้นโตเร็ว คือพวกที่มีอาชีพหวือหวา โอกาสได้เงินมากมาย เช่น ดารา 
    • หุ้น Asset plays คือพวกผู้ดีเก่า ทายาทเศรษฐี ที่งอมืองอเท้า 
    • หุ้นรอฟื้นตัว ก็คือพวกที่ล้มละลาย ตกงาน แต่ยังมีแรงหลงเหลืออยู่ 
  • หลักคิดการซื้อหุ้นก็แตกต่างออกไปตามแต่ categories เช่น ถ้าคิดจะซื้อหุ้นบริษัทที่โตเร็ว ก็ระลึกว่ากำลังพนันกับโอกาสการทำเงินมหาศาล “ในอนาคตของมัน” ราคาจึงมักวิ่งขึ้นสูง แม้มันอาจยังไม่มีกำไรเลย 

PE Ratio 

  • PE ใช้เป็นตัวชี้วัดว่าหุ้นมีราคาสูงเกินไป พอดี หรือต่ำเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท 
  • PE อาจใช้เป็นตัวเลขไว้คิดว่าบริษัทจะทำกำไรคืนทุนให้คุณได้ ภายในกี่ปี (เมื่อคิดว่ากำไรจะคงที่) เช่น PE 10 ก็แสดงว่าจะคืนทุนในสิบปี 
  • แน่นอน การที่ตลาดหุ้นนั้น มีหุ้นบางตัวที่ PE สูง และราคาสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ในขณะที่หุ้นยังมีหุ้น PE ต่ำมากมายให้เลือก มันไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นไร้สาระ มันแสดงว่านักลงทุนกำลัง bet บริษัทที่กำไรโตกระฉูดในอนาคต
  • โดยปกติ PE หุ้นโตช้า ตลาดจะให้ค่ามันต่ำสุด หุ้นโตเร็วจะสูงสุด และหุ้นวัฏจักรจะมี PE ระหว่างกลาง 
  • การใช้กลยุทธ์ว่าจะซื้อแต่หุ้นที่มี PE ต่ำๆ จึงไม่มีเหตุผล, PE ที่ต่ำ ที่เหมาะสมแล้วสำหรับหุ้นโตช้า ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นค่า PE เดียวกัน สำหรับหุ้นโตเร็ว 
  • อย่าจมกับค่า PE แต่ก็อย่าละเลยมัน เช่น หากบริษัทอยู่มานาน คุณอาจดูข้อมูล PE ย้อนหลังได้ว่าที่ผ่านมามีคนที่ยอมจ่ายซื้อบริษัทนี้ในระดับ PE เท่าไหร่  
  • ในกรณีที่คุณจำอะไรเกี่ยวกับ PE ไม่ได้เลย คำแนะนำที่สำคัญสุดคือ หลีกเลี่ยงหุ้นที่ PE สูงเกินไป เพราะจะทำให้คุณรอดจากการเสียเงินมหาศาลได้ แน่นอนหุ้นบางตัว PE สูมาตลอดและราคาดีมาตลอด แต่มีกรณีนั้นน้อยมากๆ   
  • ตลาดหุ้นก็มีค่า PE ของมัน แม้Peter lynch จะบอกให้ผู้อ่านไม่ต้องไปสนใจตลาดมากนัก แต่การที่ PE ตลาดเพิ่มสูง ก็แสดงว่าหุ้นหลายๆตัวซื้อขายใน PE ที่สูงมากขึ้น และมีแนวโน้มจะราคาสูงเกินพื้นฐานมากยิ่งขึ้น เช่น ช่วงตลาดกระทิงครั้งหนึ่ง หุ้นโตเร็ว PE สูงมากๆ หุ้นโตช้ามี PE ในระดับหุ้นโตเร็ว PE ตลาดขึ้นเป็น 20 เท่า สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ big collapse นั่นเอง 

กำไรในอนาคต 

  • กำไรในปัจจุบันทำให้คุณสามารถคิดได้ว่าหุ้นมีราคา Fair Value หรือไม่ มันทำให้คุณพอรู้ว่าถ้าหุ้นแบบ Coca cola , McDonald มี PE สูงไป คุณก็อาจจะไม่ซื้อ
  • แต่สิ่งที่คนอยากรู้จริงๆ คือกำไรในอนาคตมันจะเป็นอย่างไ 
  • หลักคือ กำไรต้องเติบโต และราคาหุ้นก็มักจะซื้อขายกันในแง่ที่ว่า ตลาดเชื่อว่ากำไรจะโตขึ้น 
  • นักวิเคราะห์มักให้คำตอบการเจริญเติบโตกำไรของอนาคต แต่คำตอบที่ได้บ่อยที่สุดคือ พวกเขาบอกว่าหุ้นนั้นมีกำไรที่ไม่คาดคิด ดังนั้นเราก็คงไม่สามารถทำนายกำไรได้ดีมากนัก 
  • บ่อยครั้งที่บริษัทกำไรดีขึ้น แต่หุ้นก็ตก เพราะมืออาชีพคิดว่ากำไรมันน่าจะสูงกว่านั้น and vice versa อย่างไรก็ตามมันเป็นความผิดปกติระยะสั้น 
  • จะทำอย่างไร ให้คนธรรมดาสามารถคาดการกำไรในอนาคตได้ ในเมื่อมืออาชีพก็ผิดพลาดบ่อยๆ วิธีคือให้หาว่าบริษัทมีแผนอย่างไรที่จะเพิ่มกำไร แล้วดูว่าเขาทำตามแผนได้หรือไม่  
  • วิธีพื้นฐานที่บริษัทสามารถเพิ่มกำไรได้คือ ลดต้นทุน ขึ้นราคาสิน้คา ขยายตลาด ขายสินค้าในตลาดเดิมให้มากขึ้น ฟื้นฟูหรือปิดกิจการที่กำลังขาดทุนทิ้ง 

บทที่ 11 : การขุดคุ้ย นาที 

  • เมื่อรู้ว่าหุ้นที่คุณสนใจอยู่นั้น อยู่ในกลุ่มไหน ค่า PE เป็นอย่างไรเทียบกับศักยภาพและอนาคตของกิจการ ก้าวต่อไปคือเรียนรู้ว่าบริษัทจะทำอะไรให้ความมั่งคั่งมากขึ้น โตขึ้น ดีขึ้น ซึ่งนั่นคือ การเรียนรู้ Story ของบริษัท 
  • ก่อนจะซื้อหุ้น ให้ลองสร้างบทพูด นาทีที่ครอบคลุมเหตุผลว่าคุณสนใจหุ้นตัวนี้ทำไม อะไรทำให้บริษัทนี้จะประสบครวามสำเร็จ มีอุปสรรคอะไรบ้าง ถ้าคุณสามารถเล่าเรื่องหุ้นตัวหนึ่งให้คนทั่วๆไปเข้าใจได้ แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว  
    • ถ้ามันเป็นหุ้นโตช้า แสดงว่าคุณกำลังหวังเงินปันผล บทพูดที่ทำให้คุณจะซื้อบริษัทนี้ ก็ต้องมีอย่างเช่น บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นตลอดสิบปีที่ผ่านมา จ่ายปันผลดี ไม่เคยลด ไม่เคยงด มีการจ่ายปันผลเพิ่มตลอดไม่ว่าช่วงนั้นตลาดดีหรือแย่ หรือแม้แต่เศรษฐกิจถดถอย  
    • หุ้นวัฏจักร เช่น ธุรกิจรถยนตกต่ำมาสามปีแล้ว ปีนี้ยอดขายกำลังฟื้น กำไรน่าจะมา 
    • หุ้นทรัพสินมาก เช่น หุ้นนี้ราคา เหรียญ แต่เฉพาะอสังหา ก็มีค่า เหรียญแล้ว รวมกับกิจการอื่นๆก็เกินมูลค่าแล้ว 
    • หุ้นฟื้นตัว เช่น บริษัทลดธุรกิจที่มีปัญหา กลับมาทำสิ่งที่มันทำได้ดี และมีการประกาศซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง มีผลิตภัณฑ์ที่กลับมาโด่งดังอีกครั้ง 
    • หุ้นแข็งแกร่ง เช่น ราคาหุ้นตอนนี้ไม่ไปไหนมาหลายปี PE ก็ต่ำมาก แต่อนาคตมันน่าจะมี breakthrough ใหม่และทำให้เพิ่มยอดขายก้าวกระโดดอีกครั้ง 
    • หุ้นโตเร็ว อะไรทำให้มันโตได้เร็ว มีแผนกิจการอย่างไร 
  • ตัวอย่าง เช่น หากคุณสนใจหุ้น La Quinta ซึ่งทำธุรกิจ Motel ราคาถูก  (peter lynch เองได้รับรู้กิจการนี้มาจาก Holiday inns บริษัทคู่แข่ง และได้ตัวเขาก็ได้ลองเข้าพักที่โรงแรมนี้จริงๆ และพบว่ามันยอดเยี่ยม) บทพูดอาจจะเป็นว่า : หุ้นตัวนี้มีศักยภาพ มีการขยายสาขาต่อเนื่องและทำได้ดีในทุกสาขา กำไรก็โตดีมากๆ เขาจึงเข้าซื้อในราคาที่หุ้น ที่ขึ้นมาแล้ว1เท่าตัวในปีก่อน และมีผู้บริหารคนสำคัญได้ขายหุ้นออกไปแล้ว แต่เขาเตือนตัวเองว่าการขายของบุคคลภายในไม่ใช่เหตุผลดีที่จะไม่ชอบหุ้น ทำให้เขาไปต่อและได้กำไร 11 เท่าใน 10 ปี 
  • อีกตัวอย่างคือหุ้น Bildner หุ้นร้านอาหารที่เขาค้นพบเองในบอสตัน เป็นร้านที่ขายดีมากๆ และเขาเชื่อว่ามันเป็นร้านขนมปังและแซนวิสที่ดี มีผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม และเข้าซื้อหุ้นตั้งแต่ IPO โดยเขาคิดว่ามันจะเป็น “Taco Bell ตัวถัดไป” แต่ภายหลังเมื่อบริษัททำการขยายสาขา กลับพบว่ามันล้มเหลวไม่เป็นท่า บริษัทต้องเข้ากระบวนฟื้นฟู และเขาต้องขายหุ้นนี้ขาดทุน 50-95% -> บทเรียนคือ เขาไม่ได้อดทนพอเพื่อรอดูว่า Idea ที่เข้าท่าในแถวบ้านเขานั้น จะประสบความสำเร็จที่อื่นหรือไม่ การเข้าซื้อตั้งแต่ IPO จึงเป็นการไม่ฉลาด และมันไม่สายเกินไปที่จะลงทุนในธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ 

บทที่ 12 : ค้นหาความจริง 

  • แม้บริษัทจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขามากมายเพียงไหน รายงานละเอียดเพียงใด แต่สิ่งที่คนจะเชื่อมากที่สุด ก็คือข่าวลือ เช่น บริษัท กำลังมีกำไร หุ้นกำลังจะวิ่ง ยิ่งแหล่งที่มาลึกลับ คนก็ยิ่งเชื่อมากเท่านั้น 
  • มีวิธีมากมายในการหาข้อมูล นอกจากการอ่านรายงานประจำปี 
  • ถามโบรกเกอร์

  • ถ้าคุณใช้บริการผ่าน Broker แบบเต็มรูปแบบ อย่าใช้เขาเพียงแค่การซื้อขายหุ้น หรือให้เขาแนะนำหุ้นดีๆ โดยไม่ได้ถามข้อมูลอะไรเลย อาจใช้ให้เขาแนะนำหุ้นนั้นๆ แบบบอกเล่าภายใน นาที 
  • โทรหาบริษัท

  • โทรหา IR ถ้า IR ไม่ค่อยสนใจคุณมาก ก็ลองบอกไปว่ามีหุ้นบริษัทคุณอยู่ 20000 หุ้นและคิดว่าจะซื้อชุดใหญ่อีกครั้ง  
  • แต่อย่าโทรไปถามว่า ทำไมหุ้นตก เพราะมันทำให้คุณดูเหมือนมือสมัครเล่น และ IR ก็ไม่รู้เหมือนกันแหละว่าทำไม  ให้ถามหัวข้ออื่นๆ และจะดีมากถ้าทำให้เขารู้สึกว่าคุณได้ทำการบ้านมาก่อน เช่น ถามว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ล่าสุดดีไหม แนวโน้มการคาดการกำไรของนักลงทุนเป็นอย่างไร การขยายสาขาเป็นอย่างไร Inventory เป็นยังไงบ้าง ปัจจัยบวกและลบในปีนี้เป็นอย่างไร 
  • ในบางครั้งคุณอาจได้รู้บางสิ่งที่ไม่คาดคิด ที่ดีหรือแย่กว่าสิ่งที่ตลาดรับรู้ และเป็นโอกาสทำกำไรงามๆได้ 
  • ุณเชื่อเขาได้ไหม

  • ส่วนใหญ่แล้วบริษัทมักจะตรงไปตรงมา เพราะความจริงมันจะออกมาในไม่ช้าในรายงานประจำไตรมาส การปิดบังความจริงจึงไม่มีประโยชน์อะไร  
  • แต่วิธีการนำเสนอข้อมูลนั้นอาจแตกไป ขึ้นกับมาเป็นอุตสาหกรรมแบบไหน เช่นถ้าเป็นบริษัทเทคโนโลยีน้องใหม่ กำลังมีความท้าทาย เขาก็จะให้คำพูดที่ให้ความหวังมากขึ้น 
  • ประเด็นคือ อย่าไปสนใจ opinion มาก ให้เน้นไปที่ข้อมูลจริงๆ  
  • เยี่ยมสำนักงานใหญ่

  • การไป company visit นั้นให้สิ่งที่ได้จากการโทรถามข้อมูลจาก IR ไม่ได้ คือการได้เห็นบรรยากาศการทำงานจริงๆ ดูว่าOffice หรูหราสิ้นเปลืองไหม ผู้บริหารดูตั้งใจไหม – Peter lynch เชื่อว่าถ้าสำนักงานดูธรรมดาบ้านๆ จะดีกว่าสำนักงานที่ดูหรูหราเกินไป 
  • ลงพื้นที่จริง (Kick the tyre) 

  • การได้ไปใช้ผลิตภันฑ์จริงๆ ได้กินอาหารจริงๆ ได้ไปนอนในโรงแรมในหุ้นที่จะซื้อจริงๆ ได้เห็นคนต่อแถวซื้อของในร้านจริงๆ  ได้ไปสอบถามความเห็นผู้บริโภคจริงๆ ยังเป็นการหาข้อมูลพื้นฐานที่ดี ที่ IR ไม่สามารถทดแทนได้ 
  • การอ่านรายงาน 

  • รายงานประจำปีที่ยืดยาวนั้น มีข้อมูลสำคัญที่เก็บได้ภายใน 2-3 นาที 
  • 1. อ่านงบดุล 
  • ดูที่ Current asset เน้นที่เงินสดและรายการเงินสด ดูว่ามันเพิ่มขึ้นมั้ย เทียบกับปีก่อนๆ ต่อมา ดูหนี้สินระยะยาว ว่าเพิ่มหรือลดลง หากเงินสดเพิ่มเมื่อเทียบกับหนี้ มันคือสัญญาณความรุ่งเรือง 
  • หักหนี้ระยะยาวจากเงินสด ได้ตัวเลข เงินสดสุทธ ถ้าเงินสดมากกว่าหนี้ แสดงว่าในระยะสั้นๆนี้บริษัทจะยังไม่เจ๊งถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น  
  •  ส่วนหนี้ระยะสั้นนั้น Peter lynch จะสมมุตว่าทรัพสินอื่นๆของบริษัทมีค่าพอจะรองรับมันไว้ได้  
  • 2. ดูสรุปงบการเงิน 10 ปี 
  • บริษัทมีกี่ล้านหุ้น และตัวเลขหุ้นนั้นเป็นอย่างไร ถ้าลดลงแสดงว่าบริษัทซื้อหุ้นคืนเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี 
  • หา Cash per share ratio ดูว่าแต่ละหุ้นนั้นมีเงินสดติดมาด้วยเท่าไหร่ 
  • 3. หาตัวเลขอื่นๆ ซึ่งมีต่อในบทที่ 13

บทที่ 13 : ตัวเลขที่มีชื่อเสียง 

  • เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย 

  • แม้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน ต้องไม่ลืมดูว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีความหมายมากน้อยแค่ไหนกับบริษัท ยอดขายคิดเป็นกี่ % เพราะแม้สินค้านั้นๆจะขายดีมาก แต่ถ้าบริษัทมีมูลค่าใหญ่มาก มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร  
  • PE

  • PE ที่เหมาะสมมักจะมีค่าเท่ากับการเจริญเติบโตของกำไร (PEG ratio = 1) หาก PEG < 1 ก็อาจเป็นหุ้นถูกที่น่าสนใจ 
  • ฐานะเงินสด

  • ตัวเลข Cash per share ratio ทำหน้าที่เหมือน Coupon cash back เช่น หุ้น Ford ราคา 38$ มี Cash per share ratio ที่ 16.3 $  แสดงว่าหุ้นตัวนี้ราคา 21.7 เหรียญต่อหุ้น เมื่อนักวิเคราะคาดการกำไร 7$ แสดงว่า pe คือ 3.1 ซึ่งน่าทึ่งมากสำหรับหุ้น Ford  
  • แต่การคิดในแง่นี้ก็ต้องดูราคาหุ้นด้วน เช่น Briston myer มีเงินสด 1.6 Billion USD มีหนี้ระยะยาว 200 million USD เมื่อคิดแล้วได้ว่ามีเงินสด เหรียญต่อหุ้น ซึ่งไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่ในบริษัทที่ซื้อขายกันที่ 40 เหรียญ 
  • ปัจจัยทางด้านหนี้ 

  • DE ratio ช่วยบอกความเข้มแข็งของงบการเงินบริษัท 
  • กลุ่มหุ้นฟื้นตัวและบริษัทที่มีปัญหา จะให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เพราะมันช่วยบอกว่าบริษัทจะอยู่รอดได้หรือไม่ในอนาคต เช่น บริษัทที่หุ้นตกเยอะๆ บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน อันหนึ่งมีหนี้มากกว่าเงินสด อีกอันมีเงินสดมากกว่าหนี้มากๆ ก็มั่นใจได้ว่าอย่างหลังจะปลอดภัยกว่า 
  • หนี้ธนาคาร คือประเภทหนี้ที่แย่ที่สุด เพราะมันมักถึงกำหนดชำระเร็ว และถ้าบริษัทดูท่าจะไม่ดี ผู้ให้กู้สามารถขอเงินคืนได้ทันที ทำให้บริษัทเสี่ยงต่อการล้มละลาย 
  • หนี้ระยะยาว คือประเภทหนี้ที่ดีที่สุด เพราะมันไม่สามารถถูกเรียกคืนได้ ไม่ว่าสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน ตราบใดที่ยังมีการจ่ายดอกเบี้ย มันมักจะมาในรูปแบบ Long Term Bond มันยืดหยุ่นกว่า ให้เวลาบริษัทได้มากกว่า หากเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ยังพอแก้ไขทัน 
  • ปันผล 

  • สิ่งที่สนับสนุนว่าบริษัทควรจะจ่ายปันผลคือ  ถ้าบริษัทนั้นชอบเผาเงินที่เหลือทิ้งโดยการทำ diworsification
  • การมีปันผลจะช่วยให้ราคาหุ้นไม่ตกลงมามากเท่ากับหุ้นที่ไม่มีปันผล โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดถล่ม เป็นเหตุผลที่ peter lynch ชอบเก็บหุ้นแข็งแกร่งหรือหุ้นโตช้าไว้บางตัวในพอร์ต 
  • หุ้นบลูชิพที่มีสถิติการจ่ายปันผลและเพิ่มการจ่ายปันผลไปเรื่อยๆ มักเป็นหุ้นที่คนแย่งกันในช่วงวิกฤติ 
  • อย่างไรก็ตาม Peter lynch นั่นชอบหุ้นตัวเล็กที่โตเร็วกล้าได้กล้าเสีย มากกว่าหุ้นปันผลที่เก่าแก่คร่ำครึ 
  • ต้องระวังว่า ในทันทีที่หุ้นโตช้าหยุดจ่ายปันผล คุณก็จะติดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก 
  • มูลค่าหุ้นทางบัญชี 

  • จุดอ่อนของ P/BV คือ มันมีความสัมพันธ์น้อยมากกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท หุ้นที่มี BV มากๆ ก็ล้มละลายอยู่เสมอ เพราะมันคือมูลค่าในกระดาษ ทรัพย์สินที่มันมีอาจไม่ได้เป็นอะไรที่มีใครต้องการ เช่น สินค้าที่ขายไม่ออก เครื่องจักรที่ล้าสมัย 
  • การดูหุ้นที่ P/BV จึงต้องรู้ว่ามูลค่าเหล่านั้นคืออะไรจริงๆ 
  • เมื่อมีมูลค่าทางบัญชีที่สูงกว่ามูลค่าแท้จริง ก็ย่อมมีต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเช่นกัน เช่นในกรณีที่บริษัทมีทรัพสินที่ซ่อนไว้เพิ่มเติม เช่น Brand name ระดับโลก สิทธิบัตรยา, บริษัทรถไฟที่มีทรัพสินเป็นที่ดินหรือมันอาจถือหุ้นบริษัทดีๆ ที่เป็นทรัพย์สินและมีมูลค่ามากกว่าหุ้นแม่ก็ได้ 
  • กระแสเงินสด 

  • หุ้นที่มีกระแสเงินสดที่ดี ไม่ต้องลงทุนบ่อยๆ ย่อมดีกว่า 
  • กระแสเงินสดต่อหุ้น ใช้บอกผลตอบแทนได้ เช่น หุ้นราคา 20 ที่มีกระแสเงินสดปีละ ต่อหุ้น จะมีผลตอบแทนที่ 10%  
  • สินค้าคงคลัง

  • สำหรับบริษัทผู้ผลิตหรือค้าปลีก เมื่อinventory เพิ่มมากขึ้นเร็วกว่ายอดขาย คือสัญญาณอันตราย เช่น ยอดขายเพิ่ม 10% แต่ inventory เพิ่ม 30% มันอาจหมายความว่า ในปีต่อๆไป ของใหม่ที่ผลิตออกมาจะแข่งขันกับของเก่าและสต็อกก็จะเพิ่มมากขึ้นไปอีกจนมันถูกบังคับให้ต้องลดราคา และแปลว่ากำไรจะน้อยลง 
  • บริษัทรถยนต์ Stock ที่เพิ่มขึ้นจะไม่น่าห่วงมาก เพราะผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องลดราคามันมากเพื่อขายมัน ไม่เหมือนสินค้า fast fashion 
  • ถ้าบริษัทย่ำแย่มากแต่สินค้าคงคลังเริ่มหมด มันอาจเป็นหลักฐานแรกๆว่ากำลังฟื้นตัว 
  • อัตราการเจริญเติบโต

  • บริษัทที่สามารถเพิ่มราคาสินค้าได้ต่อเนื่องโดยไม่เสียลูกค้า (เพราะลูกค้าติดคือการลงทุนที่สุดยอด 
  • บริษัทที่โต 20% ซื้อขายที่ PE 20 เท่า จะดีกว่าหุ้นที่โต 10% ที่ซื้อขายในราคา 10 เท่า (EPS จะเพิ่มเร็วกว่าจากการทบต้น) 
  • บรรทัดสุดท้าย 

  • กำไรก่อนภาษี (Profit Margin) ยิ่งสูง แสดงว่าเป็นบริษัทที่มีต้นทุนต่ำ 
  • เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการดำรงอยู่ในช่วงยากลำบา บริษัทที่ profit margin สูงกว่าจะได้เปรียบในช่วงขาลง แต่ ในช่วงที่ธุรกิจกำลังดีขึ้น profit margin ที่ต่ำกว่าจะได้เปรียบกว่า 
  • สิ่งที่คุณต้องการก็คือ Profit margin สูงๆ สำหรับหุ้นระยะยาวที่คุณคิดจะถือผ่านช่วงเวลาดีและเลวร้าย และหุ้น profit margin ต่ำๆ ที่จะกลายเป็นหุ้นฟื้นตัวอันประสบความสำเร็จ

บทที่ 14 : ตรวจสอบเรื่องราวใหม่ 

  • ทุกๆไตรมาสเป็นเวลาที่ดีที่จะมาตรวจสอบเรื่องราวของบริษัทว่ากำไรเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ สินค้ายังน่าสนใจหรือไม่ และบริษัทย้ายช่วงชีวิตแล้วหรือยัง (โดยเฉพาะพวกหุ้นโตเร็ว) 
  • สำหรับหุ้นโตเร็ว มันจะมีช่วงเวลาชีวิต ครั้ง คือ ช่วงเริ่มต้น ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทที่มักจะง่วนไปกับการแก้ข้อบกพร่องพื้นฐาน ช่วงขยายตัวรวดเร็วเมื่อบริษัทกำลังขยายตัวสู่ตลาดใหม่ๆ และช่วงโตเต็มที่หรือช่วงอิ่มตัวที่ต้องเริ่มหาหนทางใหม่ๆในการเพิ่มกำไร 
  • หากหุ้นโตเร็วไปถึงจุดอิ่มตัว โดยไม่สามารถหาstory ใหม่ๆให้นักลงทุนได้ PE สูงๆของมัน จะถูกปรับลง ถ้าโชคดี ก็จะเป็นระดับหุ้นแข็งแกร่ง 
  • เช่น ครั้งหนึ่ง McDonald ก็คือหุ้นโตเร็ว แต่เมื่อมันขยายสาขาออกไปมากมาย PE 30 เท่าก็ลงมาเหลือเพียง 12 เท่า เพราะนักลงทุนคิดว่ามันไม่ไปไหนแล้ว แต่บริษัทยังสามารถเติบโตได้อย่างสร้างสรรค์ เช่น เพิ่มบริการ Drive Through , เพิ่มบริการอาหารเช้า ทำสลัดไก่และไก่ทอด ก็ทำให้ Mcdonald ยังเติบโตได้อย่างรวดเร็ว การเติบโตยังไม่จบ 

บทที่ 15 : รายการตรวจสอบสุดท้าย 

  • หุ้นโดยทั่วไป

  • ค่า PE สูงหรือต่ำเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน 
  • การถือหุ้นของสถาบัน ยิ่งน้อยยิ่งดี 
  • Insider Buying หรือ Buyback ยิ่งเยอะยิ่งดี 
  • กำไรโตแบบลุ่มๆดอนๆ หรือสม่ำเสมอ 
  • สัดส่วนหนี้ต่อทุนอยู่ในระดับปลอดภัย 
  • ฐานะเงินสด เงินสดสุทธิต่อหุ้นเป็นเท่าไหร่ เช่น ถ้าหุ้นตัวนี้มีเงินสุดสุทธิ 16 เหรียญต่อหุ้น มันก็ไม่น่าจะมีราคาต่ำกว่า 16 เหรียญต่อหุ้นแล้ว 
  • หุ้นโตช้า

  • ปันผลต้องสม่ำเสมอและต้องจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุผลเดียวสำหรับหุ้นประเภทนี้ คือการหวังปันผล 
  • ดูว่าจ่ายปันผลกี่ ของกำไร ถ้าจ่ายใน สูงก็มีความเสี่ยงว่าถ้ามันกำไรลดลง จะจ่ายไม่ได้สูงเท่าเดิม 
  • หุ้นแข็งแกร่ง

  • ราคาหุ้น Overprice ไปหรือไม่ 
  • มีสิทธิ์ที่บริษัทจะ Diworsification หรือไม่ 
  • สามารถคงอัตราการเจริญเติบโตระยะยาวของบริษัทได้หรือไม่ 
  • ถ้าต้องการถือหุ้นประเภทนี้ยาวๆหรือตลอดไป ต้องดูว่าช่วง่ที่เศรษฐกิจถดถอยที่ผ่านมามันเอาตัวรอดได้หรือไม่ 
  • หุ้นวัฏจักร

  • ดูสินค้าคงคลัง ดูคู่แข่งหน้าใหม่ๆ 
  • รู้ความผันผวนของวัฏจักร เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์มีช่วงดีๆ 3-4 ปี ตามด้วย 3-4 ที่ตกต่ำ  
  • คาดหวังว่า PE ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ยามที่ธุรกิจฟื้นตัว 
  • หุ้นโตเร็ว

  • สินค้าที่ทำให้บริษัทนั้นร่ำรวย เป็นส่วนที่สำคัญของธุรกิจหรือไม่ (% กำไรของส่วนย่อยเป็นแค่ไหนในรายได้ทั้งหมด) 
  • กำไรเติบโตในช่วงหลายปีเป็นเท่าไหร่ Peter Lynch ชอบตัวเลขเติบโต 20-25% , ถ้ามากกว่า 25% จะต้องระวังว่าบริษัทจะคงมันไว้ได้นานแค่ไหนถ้าโตเร็ว 50% (มักเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมร้อนแรง) ก็น่าจะจบไม่สวย 
  • ความสำเร็จของบริษัทนั้น มันสำเร็จในเมืองอื่นๆหรือไม่ เพื่อได้ทำนายว่ามันจะขยายตัวได้ประสบความสำเร็จจริง 
  • มีช่องว่างที่จะเติบโตหรือไม่ 
  • PE ที่ซื้อขายกันเท่ากับหรือใกล้กับ อัตราการเติบโตหรือไม่ (PEG ประมาณ 1) 
  • อัตราการเติบโตของยอดขาย เร่งขึ้น หรือ ชะลอลง การชะลอลงของยอดขายท่ำให้บริษัทพังได้ หุ้นตกลงฮวบฮาบ กำไรดิ่งเหว 
  • นักวิเคราะไม่กี่คนรู้จักหุ้นตัวนี้ ในขณะที่หุ้นกำลังปรับตัวหุ้น จะเป็นภาพที่บวกมากๆ 
  • หุ้นฟื้นตัว

  • มีหนี้เท่าไหร่ มีเงินสดเท่าไหร่ จะรอดจากการยึดทรัพท์ไหม สามารถทนขาดทุนได้นานเท่าไหร่โดยไม่ล้มละลาย 
  • ถ้าบริษัทเจ๊ง จะมีอะไรเหลือมาที่ผู้ถือหุ้น 
  • มีหนทางอย่างไรจะฟื้นตัว เช่น ลดแผนกที่ไม่ทำกำไร มุ่งเน้นทำสิ่งที่ตัวเองถนัด 
  • Trend ธุรกิจกลับมาหรือยัง 
  • ต้นทุนถูกตัดลงหรือยัง เช่นปิดโรงงาน ไปจ้างบริษัทภายนอกแทน 
  • หุ้นทรัพย์สินมาก

  • มูลค่าทรัพสินเป็นเท่าไหร่ มีทรัพย์สินซ่อนหรือไม่ 
  • มีหนี้เท่าไหร่ที่จะต้องนำไปหักออกจากทรัพย์สินเหล่านี้ 
  • กำลังก่อหนี้ใหม่หรือปล่าว 
  • มีนั่กล่ากิจการรอที่จะเข้ามาช่วยผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์ของทรัพสินหรือไม่ 
  • ข้อพิจารณาสำคัญ

  • เข้าใจธรรมชาติของบริษัทที่เป็นเจ้าของ ทำไมหุ้นถึงจะขึ้น (หุ้นกำลังเป็นขาขึ้น ไม่นับ) 
  • หุ้นนั้นจัดอยู่ในกลุ่มใด 
  • บริษัทใหญ่จะวิ่งช้า เล็กจะวิ่งเร็ว 
  • หาบริษัทเล็กที่กำไรดีและแนวคิดมันสามารถทำซ้ำได้ 
  • สงสัยบริษัทที่กำไรโตปีละ 50-100% 
  • หลีกเลี่ยงบริษัทร้อนในอุตสาหกรรมร้อน 
  • Diversification มักนำไปสู่ Diworsification 
  • บริษัทที่ต้องหวังผลระยะยาว มักรอไปก็ไม่ถึงฝั่งฝัน 
  • ตกรถรอบแรกไม่เป็นไร ให้รอดูว่าแผนบริษัทได้ผลหรือไม่ ไม่ต้องรีบร้อน
  • คนธรรมดาสามารถมีข้อมูลที่ได้จากสายอาชีพและมีค่ากว่านักลุงทุนมืออาชีพ 
  • ระวังหุ้นเด็ดที่มีคนมาบอก แม้คนพูดจะฉลาดมากรวยมาก 
  • คนในวงการ ชอบมองหาหุ้นเด็ดของวงการ ที่ตัวเองไม่ได้รู้เรื่องอะไรดีมาก 
  • ลงทุนในบริษัทที่น่าเบื่อ ธรรมดา นักลงทุนสถาบันไม่สนใจ 
  • หุ้นโตเร็วปานกลาง (โต 20-25%) ในอุตสาหกรรมที่ไม่โต คือการลงทุนในฝัน 
  • หาหุ้นของบริษัทที่มีจุดเด่น 
  • เมื่อซื้อหุ้นที่ตกต่ำมีปัญหา ให้เลือกตัวที่มีฐานะการเงินดี หลีกเลี่ยงตัวที่มีหนี้ธนาคารมากๆ 
  • บริษัทที่ไม่มีหนี้ไม่มีวันล้มละลาย 
  • อิงการซื้อหุ้นจากอนาคตของบริษัท อย่าเอาความสามารถของผู้บริหารมาเป็นปัจจัยหลัก 
  • คุนฟื้นตัวสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล 
  • หุ้นดีที่ราคาสูงเกินไป ไม่มีทางทำเงินได้ 
  • หาบริษัทที่สถาบันถือหุ้นน้อย หรือไม่มีเลย 
  • การซื้อหุ้นโดยอิ่งจาก P/BV อย่างเดียวนั้นอันตรายและเป็นภาพลวงตา ให้ดูมูลค่าที่แท้จริง 
  • เมื่อสงสัย เข้าที่หลังดีกว่า  
  • Be patient. Watched stock never boils. (ล้อมาจาก A watched pot never boils) 

Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

รีวิวหนังสือล่าสุด

One Up On Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท
Investing

รีวิวหนังสือ: เหนือกว่าวอลสตรีท (One Up on Wall Street)

หนังสือการลงทุนในหุ้น จากผู้จัดการกองทุนในตำนาน ที่จะมาสอนทัศนคติและวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างละเอียด ในแนวทางที่ทำให้มือสมัครเล่น “เหนือกว่าวอลสตรีท”

เศรษฐกิจโลก 1000 ปี
Social Science

รีวิวหนังสือ: เศรษฐกิจโลก 1000 ปี – เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจอนาคต

เศรษฐกิจโลก 1000 ปี เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน อย่างกระชับ สนุก ลื่นไหล เห็นภาพวงจรความรุ่งเรืองและร่วงโรยอย่างน่าสนใจ

กาลครั้งหนึ่งใน "จีนยุคใหม่" - Once Upon A Time in New China
Investing

รีวิวหนังสือ: กาลครั้งหนึ่งใน “จีนยุคใหม่” – Once Upon A Time in New China

เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดของการใช้ข้อมูลและ AI ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนใน “จีนยุคใหม่” ไปอย่างไร หนังสือผ่านมุมมองคนไทย เล่มนี้ จะช่วยเราเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ

บทความอื่นๆ

COVID-19 and Hope
Perspective

อย่าหวาดกลัวโรคระบาด…จนขาดสติ

ในอดีต โรคระบาดเคยพรากชีวิตมนุษย์โลกไปจนเกือบสิ้น แต่ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวมันจนเกินไป เพราะมนุษย์ได้ “เอาชนะ” ภัยพิบัตินี้ มานับครั้งไม่ถ้วน

อยู่เป็น คือ อะไร ความหมาย
Perspective

“อยู่เป็น” คืออะไร? … จากใจคน “อยู่ไม่เป็น”

คำว่า “อยู่เป็น” คืออะไร หมายความว่าอะไร? จะต้องอยู่แบบไหน จึงจะเรียกว่า อยู่เป็น? แล้วคนที่ “อยู่ไม่เป็น” จะอยู่ได้ยังไงในโลกที่แสนจะ “อยู่ยาก” ใบนี้?

รีวิว review joker โจ๊กเกอร์
Perspective

บทเรียนจากภาพยนตร์ Joker

Review ภาพยนตร์ Joker (โจ๊กเกอร์ 2019) บอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของวายร้ายในตำนาน ในอีกหนึ่งมุมมอง ที่ทำให้ผู้ชมต้องตั้งคำถาม เรื่องความดี และ ความเลว