สรุปหนังสือ: One Up on Wall Street – Part 1

สรุปหนังสือ เหนือกว่าวอลสตรีท one up on wall street part 1
ผู้เขียน : Peter Lynch, John Rothchild (ผู้แปล – ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร)
สำนักพิมพ์ : Fidelity
จำนวนหน้า : 352 หน้า
Genre : Investing
ISBN : 9786169033288
พิมพ์ครั้งแรก : 2012

8.5

เนื้อหา

10.0/10

การนำเสนอ

7.0/10

บทที่ 1 : กำเนิดนักลงทุน 

  • Peter Lynch เล่าถึงประวัติความเป็นมาว่าเขาได้กลายมาเป็นผู้จัดการกองทุนหุ้นได้อย่างไร เขาบอกถ้าย้อนมองไปนั้น วิชาประวัติศาสตร์และปรัชญาเป็นวิชาที่มีประโยชน์กับตลาดหุ้นมากกว่าวิชาหลักเช่นสถิติ เพราะการลงทุนนั้นเป็นศิลปะ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ถ้าการเลือกหุ้นมีสูตรคำนวณตายตัวจริงๆ คุณก็ใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทำเงินได้มหาศาล ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนั้น คณิตศาสตร์ที่ใช้ในตลาดหุ้นก็เป็นแค่บวกลบคูณหารธรรมดา  
  • วิชาที่ช่วยเลือกหุ้นนั้น กลับเป็นวิชาตรรกวิทยา เพราะเป็นวิชาที่ช่วยแยกแยะความไร้เหตุผลของวอลสตรีท ผู้เชี่ยวชาญชอบมานั่งหาเหตุผล หาคำอธิบายในแต่ละวัน ว่าทำไมหุ้นถึงขึ้น ทำไมหุ้นถึงลง การได้ยินเรื่องนี้บ่อยๆทำให้เขารู้สึกเหมือนกับเรื่องเล่าที่ว่า คนได้ยินเสียงไก่ขันเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วเขาก็เข้าใจว่าไก่ขันทำให้พระอาทิตย์ขึ้น 
  • Peter Lynch ไม่เชื่อในทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient-market hypothesis)  เพราะเขาเองก็เห็นการผันผวนมากมายจนไม่สามารถเชื่อได้ว่าตลาดมีเหตุผล และนักลงทุนหลายๆคนก็เอาชนะตลาดได้จริงๆ แบบที่เขาคาดการณ์ตลาดได้จริงๆ ไม่ใช่แค่โชคช่วย 
  • เขาบอกว่า นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้าน Quantitative analysis (วิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขสถิติต่างๆเพื่อลงทุน) นั้น หลายๆครั้งก็ลงทุนได้แย่กว่าพนักงานใหม่ของที่ทำงานเขาเสียอีก

บทที่ 2 : คนทึ่มผู้เฉียบแหลมแห่งวอลสตรีท (The Wall Street Oxymorons) 

  • Peter Lynch บอกว่า คำว่า “การลงทุนแบบมืออาชีพ (Profession Investing)” นั้นเป็นคำที่ ปฏิพจน์ (Oxymoron) กันเอง เนื่องจาก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุน’มืออาชีพ’ แต่ก็ดันมีข้อจำกัด มีกฏ มีข้อห้ามบังคับความอิสระในการเลือกลงทุนมากมาย 
  • พวกนักลงทุนมือสมัครเล่นนั้น จึงต้องมองพวกเขาด้วยความสงสัยบ้าง (with Skeptical Eyes) เพราะด้วยข้อจำกัดต่างๆนั้น จะทำให้นักลงทุนมืออาชีพ มักทำงานได้ไม่ดีนั่นเอง 
  • แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น เช่น John Templeton, Peter D Rose, George Soros, Jimmy Roger และ Warren Buffett 
  • นักลงทุนมืออาชีพนั้นอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ฟังนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวกัน มีแนวคิดคล้ายๆกัน มีไม่กี่คนที่จะคิดอะไรแตกต่างออกไป 
  • มีอุปสรรคมากมายที่ทำให้นัลงทุนมืออาชีพไม่สามารถเลือกซื้อหุ้นได้อย่างอิสระ และไม่สามารถเข้าซื้อหุ้นสิบเด้งได้ เช่น กว่าจะซื้อหุ้นได้ หุ้นนั้นต้องได้รับการวิเคราะห์จากมืออาชีพในตลาดเสียก่อน และต้องรอให้มีสถาบันการเงินใหญ่ๆให้การยอมรับมัน แม้นักลงทุนคนนั้นจะหาหุ้นเด็ดเจอ แต่ถ้ามันยังเป็นหุ้น no name ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก เขาก็ยังซื้อมันไม่ได้ เพราะซื้อแล้วเกิดมีปัญหาขึ้นมา มันจะเหมือนเขาไปหาเรื่องเสี่ยงไม่เข้าเรื่องนั่นเอง
  • ระหว่างโอกาสในการทำกำไรงามจากหุ้นเล็กๆ ทำกำไรจากบริษัทที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก กับการลงทุนในบริษัทโด่งดังและมั่นคง ทุกคนรู้จัก มืออาชีพมักจะเลือกลงทุนอย่างหลัง เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ความล้มเหลว(ขาดทุน)นั้นจะทำให้มืออาชีพเสียชื่อ และตกงานหมดอนาคตในเส้นทางได้! – คุณจะไม่ตกงาน หากทำให้ลูกค้าขาดทุนจากหุ้น IBM  เพราะถ้าหุ้น IBM ตก จะมีแต่คนถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับ IBM” แต่ถ้าคุณไปซื้อหุ้นตัวเล็กๆ no name แล้วขาดทุน จะมีคนถามว่า “ตัวคุณ(ผู้จัดการกองทุน)มีปัญหาอะไร? 
  • ดังนั้นแล้ว การมีผลดำเนินงานกลางๆ ไม่หลากหลาย ไม่โดดเด่น แต่ละคนในบริษัทเกาะกลุ่มกันไป จะทำให้มืออาชีพชอบอยู่ใน safe zone มากกว่าจะผลงานที่หลากหลายและแตกต่างกันมาก   ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงที่มากกว่า
  • อีกเหตุผลคือ ถ้าผู้จัดการกองทุนต้องการซื้อหุ้น No Name ที่น่าสนใจ  เขาก็อาจถูกกฏเกณฑ์หลายๆอย่างที่ทำงานจำกัดอำนาจไว้ ต้องถูกตรวจสอบจากกรรมการอื่นๆมากมาย ต้องหาเวลามากมายมาหาข้อมูลมา defend ว่าทำไมเขาจะซื้อหุ้น no name ตัวนี้ แต่ถ้าเขาซื้อหุ้นดังๆ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย
  • ด้วยเหตุผลต่างๆ จึงไม่แปลกใจที่ผู้จัดการกองทุนหลายๆแห่ง มักทำผลงานไม่ได้ดีเด่นอะไร โดยเฉพาะกองทุนที่ต้องรักษาเงินต้นไว้ (เช่น กองทุนบำนาญ) 
  • ตัว Peter Lynch นั้นถือคติว่าต้องคิดให้เหมือนมือสมัครเล่นให้บ่อยที่สุด การลงทุนแบบมือสมัครเล่นนั้น ไม่มีใครมาคอยควบคุม วิจารณ์ คุณจะซื้อหุ้นเล็ก หุ้น no name แค่ไหนก็ได้ คุณจะถือหุ้นกี่ตัวก็ได้ กี่%ของเงินที่มีก็ได้ คุณยังเก็บเงินสดไว้รอลงทุนก็ได้หากตอนนั้นยังหาโอกาสลงทุนไม่เจอ ไม่มีใครมาจ้ำจี้จ้ำไช ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆจะมาบังคับคุณ 
  • ที่สำคัญที่สุดคือ คุณมีหาโอกาสการลงทุนที่ดีได้เสมอ จากเพื่อนข้างบ้าน จากที่ทำงาน หลายๆครั้งกว่าข่าวดีๆจะไปถึงหูมืออาชีพ มันก็ใช้เวลาหลายเดือนหลายปี คุณมีโอกาสได้หุ้นดีราคาถูกสุดๆ ก่อนที่มืออาชีพจะรู้ตัว!

บทที่ 3 : นี่เป็นการพนันหรืออะไร 

  • วิกฤติตลาดหุ้น Recession สงคราม ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เหตุการณ์ หุ้นก็แสดงให้เห็นว่ามันสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 15 เท่าของหุ้นกู้ และมากกว่า 30 เท่าเหนือตั๋วเงินคลัง ซึ่งมันก็สมเหตุสมผล เพราะในหุ้นนั้นมีการเจริญเติบโตของบริษัทอยู่ในฝ่ายคุณ ผู้ถือหุ้นคือหุ้นส่วนในความรุ่งเรืองของธุรกิจ ส่วนในพันธบัตรนั้น ความสัมพันธ์มันคือเจ้าหนี้และลูกหนี้  
  • แน่นอนว่าหุ้นเสี่ยงกว่าพันธบัตร แม้แต่หุ้นบลูชิพระดับโลก ก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่ามันจะคงอยู่ตลอดไป  
  • สำหรับ Peter Lynch การลงทุนในหุ้นนั้นอาจจะคล้ายกับการพนันที่คุณสามารถจัดการได้ให้โอกาสชนะนั้นเอียงมาอยู่ฝั่งคุณ คล้ายๆกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ 
  • แต่ความเป็นจริงนั้น แม้จะเตรียมตัวดีเท่าไหร่ คุณก็แพ้ได้ ต้องยอมรับชะตากรรมและเล่นเกมต่อไปด้วยมั่นใจในหลักการพื้นฐานว่ามันถูกต้องและจะให้ผลตอบแทนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ การลงทุนในหุ้นเองก็ไม่ต้องชนะเสมอ แค่ชนะ ใน 10 ก็เก่งแล้ว 

บทที่ 4 : สอบให้ผ่าน (Passing The Mirror Test)

  •  ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในหุ้น อย่าพึ่งกระโจนไปคำถามว่า “ซื้อหุ้น ABC ดีมั้ย?” ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น คุณต้องตอบคำถามสามข้อนี้ให้ผ่านก่อน คือ  1. คุณมีบ้านไหม 2. จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นไหม และ คุณมีคุณสมบัติส่วนตัวที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นหรือไม่ 

    1. คุณมีบ้านไหม? (Do I own a house?)

  • ก่อนจะเอาเงินมาลงทุนหุ้นนั้น Peter Lynch เสนอให้คุณเอาเงินนั้นไปกู้ซื้อบ้านของตัวเองเสียก่อน เหตุผลง่ายๆเพราะมันไม่ได้แย่ที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง การลงทุนในบ้านนั้นให้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ยุ่งยาก การเป็นเจ้าของบ้านยิ่งนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนมันก็มีแต่จะสูงขึ้น คุณไม่ต้องกังวลใจกับราคาบ้านที่ขึ้นลง และการลงทุนในบ้านฝึกให้คุณเป็นคนละเอียดหาข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นบันไดที่ดีก่อนเข้าซื้อหุ้น 

    2. คุณจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นไปทำเรื่องสำคัญอื่นๆก่อนไหม (Do I Need The Money?)

  • ถ้าคุณมีภาระต้องเลี้ยงดูลูก ต้องหาเงินให้ลูกเข้าเรียนมหาลัยดีๆ ก็ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นไปก่อน เพราะมันถือว่าเสี่ยงเกินไป แม้จะเป็นการลงทุนในหุ้น Bluechip ก็ตาม ในระยะ 10-20 ปีนั้น หุ้นเป็นอะไรที่พอคาดการณ์ได้ แต่การขึ้นลงในช่วง 2-3 ปีนั้น หุ้นมันคาดเดาไม่ได้เลย หุ้นบลูชิพที่คุณซื้อไว้อาจจะตกต่ำอยู่ 2-3 ปี จนคุณต้องจำใจตัดขายขาดทุนเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน 
  • มีสูตรคำนวณสัดส่วนเงินลงทุนต่างๆมากมาย แต่ตัวเขาถือคติง่ายๆข้อเดียวว่า ให้ลงทุนเฉพาะเท่าที่คุณสามารถจะเสียได้ โดยที่การขาดทุนนั้นจะไม่มีผลต่อชีวิตประจำวันของคุณในอนาคต

    3. มีคุณสมบัติส่วนตัวที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นหรือไม่? (Do I have the personal qualities it takes to succeed?)

  • คุณต้องอดทน พึ่งตัวเองได้ อดทนต่อความเจ็บปวดได้ดี มีใจที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น ต้องเต็มใจเรียนรู้ลงทุนในหุ้นเอง และเต็มใจยอมรับความผิดพลาดว่ามันเป็นความผิดของคุณเอง มีความต้านทานความแตกตื่นของคนทั่วๆไป
  • IQ? คุณไม่ต้องมีไอคิวดีเด่มากก็ประสบความสำเร็จได้ ในขณะที่คนที่อัจฉริยะจริงๆนั้นอาจจะหลงทางไปกับทฏษฎีอันซับซ้อนและถูกหักหลังจากความเป็นจริง 
  • การลงทุนในหุ้นนั้น จะเป็นการตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลที่สมบูรณ์อยู่เสมอ เพราะเมื่อข้อมูลมาสมบูรณ์ แสดงว่ามันสายไปแล้ว สายเกินไปที่จะทำกำไรจากการลงทุนนั้นๆ
  • การยึดติดความคิดแบบวิทยาศาสตร์มากไปว่าต้องมีข้อมูทั้งหมด (Perfect information) จะไม่ทันกิน 
  • มนุษย์คาดการณ์ภาวะตลาดหุ้นได้แย่มาก อารมณ์ของนักลงทุนทั่วไปจะผันแปรไปเรื่อยๆใน สถานะ นั่นคือ กังวล อิ่มใจ และยอมแพ้ ในเวลาที่ผิดเพี้ยนไปหมด – กังวลเมื่อตลาดตกและไม่กล้าซื้อหุ้นดีๆในราคาถูก พอหุ้นขึ้นเยอะแล้วก็เข้าซื้อ อิ่มใจได้ไม่นาน สุดท้ายหุ้นก็จะตกลงมาอีกในช่วงที่ตลาดไม่ดี จนยอมแพ้ขายหุ้นราคาขาดทุน  
  • หลายๆคนบอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่ก็ยาวถึงแค่ panic ครั้งถัดไป เมื่อตลาดไม่แน่นอน ผันผวนหนัก เขาก็จะกลายเป็นนักลงทุนระยะสั้นอย่างรวดเร็วและขายหุ้นในราคาที่ขาดทุนอย่างหนัก หรือได้กำไรนิดเดียว 
  • ไปๆมาๆ ทักษะสำคัญอันหนึ่งในอยู่กับสภาวะที่มีข้อมูลการคาดการณ์ตลาดหุ้นมากมาย ก็คือ ฟังให้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา  คุณต้องสร้างวินัยที่จะไม่สนใจ Noise ต่างๆ ต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณ ตราบใดที่พื้นฐานบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลง อย่าไปสนใจตลาด  (stay disciplined and ignore all the noise unless the fundamentals have changed in some way) 

บทที่ 5 : ตลาดดีหรือเปล่า โปรดอย่าถาม 

  • คุณไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ตลาดได้ ไม่งั้นตัวผู้เขียนเองก็คงทำกำไรจากหุ้นไม่ได้เลย เขาเองก็ผ่านเหตุการณ์แย่ๆมาหลายต่อหลายครั้ง โดยไม่สามารถคาดการเหตุต่างๆล่วงหน้าได้เลย เขาเองก็อยากได้คำเตือนก่อนที่จะเกิด Recession แต่โอกาสที่จะได้รับคำเตือนนั้นคือ 0% 
  • สิ่งต่างๆนั้นชัดเจน ก็ต่อเมื่อมันสายเกินไปที่จะทำอะไรแล้ว เช่น ในปี 1981-1982 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาประกาศว่าพวกเขาคาดไว้แล้ว แต่ไม่มีใครบอกผู้เขียนเลยก่อนที่มันจะเกิดเหตุขึ้น หลังจากนั้นความมองโลกในแง่ร้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่นานตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวอย่างรุนแรงและทุกอย่างก็ดีอีกครั้งหนึ่ง 
  • ถ้านักเศรษฐศาสตร์ และนักลงทุนมืออาชีพคาดการณ์ตลาดไม่ได้ แล้วมือสมัครเล่นจะทำอะไรดี
  • Peter Lynch เลยเสนอทฤษฎีการคาดการณ์ตลาดที่คิดค้นขึ้นมาเอง อิงจากประการณ์เวลาไปร่วมงาน Cocktail Party – แก่นของมันคือให้ฟังคนในงานเลี้ยงพูดถึงตลาดหุ้น ทฤษฎีนี้แบ่งบรรยากาศงานออกเป็น 4 ช่วง
    •  ช่วงที่  คนในงานเลี้ยงจะไม่พูดถึงหุ้นเลย ซึ่งมันตรงกับช่วงที่ตลาดตกมาระยะหนึ่งแล้วและไม่มีใครคิดว่าหุ้นจะขึ้น จะไม่มีใครอยากคุยกับคนที่ทำอาชีพบริหารกองทุน ซึ่งนี่แหละ คือช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังจะขึ้น 
    • ช่วงที่ ะมีคนมาพูดคุยกับเขามากขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจเขามากอยู่ดี ช่วงนี้ตลาดหุ้นจะขึ้นมาประมาณ 15% แล้ว  
    • ช่วงที่ จะมีแต่คนมาล้อมรอบเขาตลอดงาน จะมีแต่คนมาถามว่าซื้อหุ้นตัวไหนดี ดูเหมือนว่าคนในงานจะทยอยซื้อหุ้นกันแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นมา 30% จากช่วงแรก 
    • ช่วงที่ ทุกคนก็ยังล้อมรอบตัวเขา แต่คราวนี้จะมีแต่คนแนะนำหุ้นให้เขาซื้อ ทุกคนจะมีหุ้นเด็ดๆ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ให้คำแนะนำว่าเขาควรซื้อหุ้นตัวไหน ช่วงนี้คือสัญญาณที่แน่ชัดว่าตลาดขึ้นไปยอดดอยแล้ว  
  • อย่างไรก็ตาม Peter Lynch ไม่เชื่อในการทำนายตลาด( ทฤษฎีข้างบนคือเอาฮาเฉยๆ) แต่เชื่อในการซื้อหุ้นดีเยี่ยม จะดีสุดๆถ้ามันอยู่ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และเชื่อในการลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้รับความสนใจกว่าที่มันควรจะเป็น   (Great companies that are undervalued and/or underappreciated)
  • อย่าสนใจว่าตอนนี้มันจะเป็นตลาดหมี ตลาดกระทิง อย่าสนว่าอนาคตภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร –ตัวเขานั้นทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ตลาดดีและไม่ดี หุ้นหลายเด้งของเขาก็ปรับตัวสูงในช่วงที่ตลาดไม่ดี 
  • อย่าหวังรอคอยให้ตลาดดี แล้วมันจะลากหุ้นคุณขึ้นไป 
  • แน่นอนว่าตลาดที่แพงเกินไปนั้นมีจริง ซึ่งนั่นก็คือเมื่อใดก็ตามที่คุณไม่สามารถหาหุ้นที่มีราคาเหมาะสม หรือตรงกับเงื่อนไขในการลงทุนของคุณได้ 
  • เลือกหุ้นที่ถูกต้อง แล้วตลาดจะดูแลมันให้คุณเอง! 

Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

รีวิวหนังสือล่าสุด

One Up On Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท
Investing

รีวิวหนังสือ: เหนือกว่าวอลสตรีท (One Up on Wall Street)

หนังสือการลงทุนในหุ้น จากผู้จัดการกองทุนในตำนาน ที่จะมาสอนทัศนคติและวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างละเอียด ในแนวทางที่ทำให้มือสมัครเล่น “เหนือกว่าวอลสตรีท”

เศรษฐกิจโลก 1000 ปี
Social Science

รีวิวหนังสือ: เศรษฐกิจโลก 1000 ปี – เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจอนาคต

เศรษฐกิจโลก 1000 ปี เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน อย่างกระชับ สนุก ลื่นไหล เห็นภาพวงจรความรุ่งเรืองและร่วงโรยอย่างน่าสนใจ

กาลครั้งหนึ่งใน "จีนยุคใหม่" - Once Upon A Time in New China
Investing

รีวิวหนังสือ: กาลครั้งหนึ่งใน “จีนยุคใหม่” – Once Upon A Time in New China

เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดของการใช้ข้อมูลและ AI ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนใน “จีนยุคใหม่” ไปอย่างไร หนังสือผ่านมุมมองคนไทย เล่มนี้ จะช่วยเราเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ

บทความอื่นๆ

COVID-19 and Hope
Perspective

อย่าหวาดกลัวโรคระบาด…จนขาดสติ

ในอดีต โรคระบาดเคยพรากชีวิตมนุษย์โลกไปจนเกือบสิ้น แต่ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวมันจนเกินไป เพราะมนุษย์ได้ “เอาชนะ” ภัยพิบัตินี้ มานับครั้งไม่ถ้วน

อยู่เป็น คือ อะไร ความหมาย
Perspective

“อยู่เป็น” คืออะไร? … จากใจคน “อยู่ไม่เป็น”

คำว่า “อยู่เป็น” คืออะไร หมายความว่าอะไร? จะต้องอยู่แบบไหน จึงจะเรียกว่า อยู่เป็น? แล้วคนที่ “อยู่ไม่เป็น” จะอยู่ได้ยังไงในโลกที่แสนจะ “อยู่ยาก” ใบนี้?

รีวิว review joker โจ๊กเกอร์
Perspective

บทเรียนจากภาพยนตร์ Joker

Review ภาพยนตร์ Joker (โจ๊กเกอร์ 2019) บอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของวายร้ายในตำนาน ในอีกหนึ่งมุมมอง ที่ทำให้ผู้ชมต้องตั้งคำถาม เรื่องความดี และ ความเลว