ส่วนที่ 2 เลือกผู้ชนะ
บทที่ 6 : ไล่ล่าหา 10 เด้ง (Stalking the Tenbagger)
- สถานที่ที่ดีที่สุดในการมองหาหุ้น 10 เด้งนั้น คือบริเวณใกล้บ้าน หลังบ้าน ช็อบปิ้งมอลล์ เช่น ในกรณีของหุ้น Dunkin Donut, McDonald, Subaru และ KFC
- สถานที่ทำงาน และข้อมูลในสายอาชีพนั้นก็อาจเป็นแหล่งข่าวสารหุ้นเด็ด ทำให้คุณมีข้อได้เปรียบมืออาชีพได้ เช่น ถ้าคุณเป็นหมอ ในปี 1976 มียาโรคกระเพาะชื่อ Tagamet วางขายในตลาด ยาตัวนี้โด่งดังมากในการใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่สำคัญมันไม่ได้กินทีเดียวหาย มันต้องซื้อมากินเรื่อยๆ บริษัท Smith Kline Beckman เจ้าของยา Tagamet นั้น ทำกำไรได้มหาศาล ส่งให้ราคาหุ้นขึ้นสิบเด้งใน 10 ปี แต่กว่าหุ้นตัวนี้จะพุ่งทะยาน มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าWallstreet จะรับรู้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าผู้ใช้ยาและจ่ายยานั้นที่รับรู้ความเจ๋งของยาตัวนี้ล่วงหน้านั้น จะได้เปรียบเหล่ามืออาชีพแค่ไหน
- แต่ในความเป็นจริง คงมีน้อยที่หมอที่จ่ายยาตัวนี้จะซื้อหุ้นยา เพราะเขาดันไปให้ความสนใจกับหุ้นน้ำมัน ที่พวกเขาไม่ได้คุ้นเคยอะไรเลย
- อีกข้อได้เปรียบของมือสมัครเล่นก็คือ ถ้าเขาทำงานในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร เขาก็จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจได้เร็วกว่ามืออาชีพ และก็อีกเช่นกัน มันคือโอกาสทำกำไรอันงดงาม
- Peter Lynch สนับสนุนให้มองหาหุ้นที่คุณรู้จัก ใกล้ตัว มีข้อได้เปรียบจากสายงานที่คุณทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อได้เปรียบของนักลงทุนสมัครเล่น
บทที่ 7 : เจอแล้ว เจอแล้ว เจออะไร (I’ve got it, I’ve got it – What is it?)
- การได้หุ้นเด็ดเข้ามาอยู่ในสายตาของคุณ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ก็ไม่ได้แปลว่าคุณควรจะซื้อหุ้นนั้น อย่าซื้อเพียงเพราะว่ามีแต่คนพูดถึงมันมาก หรือมีเซียนแนะนำ ก่อนจะซื้อนั้นคุณต้องวิเคราะห์หุ้นให้ดีก่อน
- เวลาคุณจะซื้อของสักชิ้นที่มีราคา คุณมักจะสืบเสาะหาข้อมูลมาหลายชม.ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เช่น ต้องเปรียบเทียบก่อนว่าเจ้าไหนขายถูกสุด เทียบ spec ราคา ความคุ้มค่ากันก่อนจะจ่ายเงินก้อนซื้อ
- หุ้นก็เช่นกัน อย่าซื้อหุ้นโดยใช้เวลาตัดสินใจในเวลาไม่กี่นาที
- Peter Lynch แนะนำว่าเมื่อคุณได้พบกับผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่คุณชอบหรือสนใจ ให้มองหาว่ามันมีหุ้นมั้ย และพิจารณาตาม step ต่อไปนี้
1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น ทำกำไรให้บริษัทมากแค่ไหน? (What is the bottom line?)
- ถ้าคุณประทับใจผลิตภัณฑ์ใดสักอย่างและรู้สึกอยากลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้น สิ่งแรกที่ต้องหาก็คือ ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์นั้นมีผลกระทบต่อกำไรบริษัทแค่ไหน มันอาจจะเป็นสินค้าขายดีก็จริง แต่ถ้ามันเป็นของบริษัทกิจการขนาดใหญ่ ก็อาจไม่มีผลอะไรมาก เช่น ผ้าอ้อมเด็กยี่ห้อ Pampers ของ P&G ที่แม้จะโด่งดังแค่ไหน แต่ P&G เป็นบริษัทขนาดใหญ่มากๆแล้ว รายได้จาก Pampers จึงผลักกำไรของบริษัทเท่าใดนัก
2. บริษัทใหญ่หรือเล็ก? (Big Company, Small Moves)
- ขนาดของบริษัทนั้นจะสำคัญในแง่เรื่องของความคาดหวังของคุณเอง มันไม่ผิดอะไรที่คุณจะลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ต้องระลึกไว้ว่าราคาหุ้นมันจะไม่ได้หวือหวา มันมักจะวิ่งช้ากว่าหุ้นบริษัทขนาดเล็ก คุณอาจหวังให้หุ้น Coca-Cola ทำเงินได้ 3 เท่าใน 6 ปี แต่จะหวังให้มัน 3 เท่าได้ใน 2 ปีนั้น คงเกินเอื้อมไปหน่อย (ยกเว้นว่าหุ้นใหญ่หุ้นนั้นเป็นหุ้นฟื้นตัว)
3. หุ้นหกประเภท (The Six Categories)
- เมื่อรู้ขนาดของบริษัทนั้นๆ เทียบกับในกลุ่มธุรกิจเดียวกันแล้ว Peter Lynch จะจัดกลุ่มหุ้นไว้ ว่ามันเป็นประเภทไหน ใน 6 ประเภท
3.1 หุ้นโตช้า (Slow Grower)
- คำว่าโตช้าในที่นี้ คือโตล้อกันไปตาม GNP – กลุ่มนี้มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่และเก่าแก่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นหุ้นโตเร็วมาก่อน แล้วก็หมดแรง อาจเพราะมันใหญ่มากหรือเหนื่อยเกินจะไปต่อ เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า รถยนต์ เหล็กกล้า เคมี
- ลักษณะสำคัญอีกอย่างคือ หุ้นโตช้าจะจ่ายปันผลดีและสม่ำเสมอ ซึ่ง Peter Lynch บอกว่าไม่ใช่ style ของเขาเท่าไหร่ เพราะการเติบโตของกำไรหุ้นนั้นสร้างความมั่งคั่งให้บริษัทได้รวดเร็ว ไม่มีอะไรที่จะมาเสียเวลากับหุ้นโตช้าๆ
3.2 หุ้นแข็งแกร่ง(The Stalwarts)
- ตัวอย่างเช่น หุ้น Coca-Cola, P&G, Colgate , Bristol meyer, kellogg แม้พวกนี้จะเป็นบริษัทใหญ่ แต่ก็ยังโตเร็ว ราคาหุ้นแม้จะไม่พุ่งทะยาน แต่ก็ไม่ราบเรียบน่าเบื่อ
- EPS ในกลุ่มนี้มักเติบโตปีละ 10-12% ดังนั้นราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะไม่หวือหวา และแน่นอนการจะมาหวัง สิบเด้ง ในกลุ่มนี้ก็คงไม่ใช่
- ดังนั้นหากราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น 50% ในเวลาเพียง 1-2 ปี คุณอาจต้องคิดว่าถึงเวลาขายมันหรือยัง
- หุ้นในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ Peter lynch ซื้อเพื่อหวังผลตอบแทน 30-50% เมื่อขายแล้วจะเริ่มกระบวนการกับหุ้นตัวใหม่ที่คล้ายๆกัน แต่ราคายังไม่ขึ้น
- หุ้นแข็งแกร่ง หากมีติดพอร์ตไว้ จะช่วยเป็นตัวป้องกันในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยและยากลำบาก – ในช่วงวิกฤติ หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นเพื่อนที่ดี เพราะคุณรู้ว่ามันจะไม่ล้มละลาย และมูลค่าของมันก็จะกลับมา เมื่อบรรยากาศดีขึ้น
3.3 หุ้นโตเร็ว(The Fast Growers)
- เป็นกลุ่มที่ Peter Lynch ชอบที่สุด กลุ่มนี้มักเป็นบริษัทขนาดเล็กที่โตปีละ 20-25% และเป็นกลุ่มที่จะทำให้เกิดหุ้น 10-40 เด้ง ถ้าพอร์ทคุณเล็ก หาหุ้นแบบนี้ได้ 1-2 ตัวก็เพียงพอแล้ว
- บริษัทที่โตเร็ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็ว มันอาจเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมโตช้าที่หาช่องว่างให้มันโตเร็วได้
- แน่นอน กลุ่มนี้ก็มีครวามเสี่ยงมาก เพราะบริษัทพึ่งก่อตั้งมักจะไฟแรงและมีทุนไม่พอ มีความเสี่ยงทั้งล้มละลาย และความเสี่ยงที่ว่าถ้ามันโตช้ากว่าที่ตลาดคาด ราคาก็จะถูกทุบอย่างรวดเร็ว
3.4 หุ้นวัฏจักร(The Cyclicals)
- คือบริษัทที่มียอดขายและกำไรขึ้นลงเป็นประจำวนไปวนมา เช่น หุ้นบริษัทรถยนต์ สายการบิน ยางรถ เหล็ก เคมี ผลิตอาวุธ
- ในยามที่เศรษฐกิจพ้นจากภาวะถดถอยและเข้าสู่ภาวะรุ่งเรือง หุ้นกลุ่มนี้จะเติบโตและวิ่งขึ้นเร็วกว่ากลุ่มหุ้นแข็งแกร่ง เช่น พอเศรษฐกิจดี คนก็ซื้อรถใหม่กันมากขึ้น นั่งเครื่องบินมากขึ้น ความต้องการเหล็ก สินค้าเคมี ก็จะมากขึ้น
- จุดที่นักลงทุนมักเสียเงินได้ง่าย ก็คือเข้าซื้อมันตอนที่หุ้นกลุ่มนี้กำลังไปได้สวย เพราะหุ้นกลุ่มวัฏจักรมักเป็นพวกหุ้นใหญ่ๆ แบรนดังๆ บางครั้งคุณอาจเข้าใจผิดว่ามันเป็นหุ้นแข็งแกร่ง
- ดังนั้น จังหวะการลงทุนจึงสำคัญมากในหุ้นกลุ่มนี้ คุณต้องหาสัญญาณตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าธุรกิจในกลุ่มนี้ฟื้นตัวนี้ อยู่ในตำแหน่งไหน กำลังจะขาขึ้นสู่ Peak หรือเลยจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังจะทิ้งดิ่ง !
3.5 หุ้นฟื้นตัว(Turnarounds
- เป็นหุ้นในกลุ่มบริษัทที่ถูกทุบเละเทะ บ่อยครั้งปลายทางมันจะเอาตัวไม่รอดจากการล้มละลาย นี่คือกลุ่มหุ้นที่ไม่โต และมีโอกาสตายจริงๆ ไม่เหมือนหุ้นวัฏจักรที่เดี๋ยวเศรษฐกิจดี มันก็กลับมา (แต่หุ้นวัฏจักรที่บริหารไม่ดี ก็อาจจะกลายมาเป็นหุ้นกลุ่มนี้ได้)
- สิ่งที่ดีในหุ้นกลุ่มนี้คือ ถ้ามันฟื้นตัวได้จริงๆ หุ้นประเภทนี้ จะมีความสัมพันธ์กับสภาวะตลาดน้อยที่สุด เทียบจากทั้ง 6 ประเภท และหลายๆครั้งหุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ก็เสี่ยงมากเช่นกัน
- หุ้นฟื้นตัวมีหลายรูปแบบ เช่น
- 1 ช่วยฉันซะ ไม่งั้น…. (Bail-us-out-or-else) : ตัวอย่างหุ้น Lockheed ซึ่งผลิตอาวุธให้รัฐบาล และแน่นอนว่ามันสุดท้ายมันก็ได้การช่วยเหลือจากรัฐบาล
- 2 มีปัญหาเล็กน้อย (little-problem-we-didn’t-anticipate): เช่นหุ้นโรงไฟฟ้านิวเคลีย Three Mile Island ที่มีโศกนาฏเล็กๆ แต่ถูกมองให้เลวร้ายเกินไป ซึ่งเมื่อทุกคนลืมร้ายๆ และมีข่าวดีออกมามากมาย หุ้นมักจะขึ้นไปรอแล้ว (อย่างไรก็ตาม หากเหตุไม่คาดคิดนั้น รุนแรง และประเมินยาก ก็ควรหลีกเลี่ยง)
- 3 ดีทุกอย่าง แต่กลับรอล้มละลาย : หุ้น Interstate Department store เป็นบริษัทแม่ทีประสบความสำเร็จน้อย แต่มันมีหุ้นลูก คือ Toy R Us ที่มีผลประกอบการอย่างดี
- 4 รอปรับโครงสร้าง : เช่น ก่อนหน้านี้อาจไปซื้อบริษัทลูกมาเพื่อ Diversification แต่กลายเป็น Diworsification จนถึงขั้นทำบริษัทแม่เกือบเจ๊ง (ซึ่งกลายเป็นโอกาสได้หุ้นฟื้นตัว) แล้วมีการปรับโครงสร้างจัดการส่วนที่ไม่ทำกำไร แล้วมันก็กลับมาได้
3.6 หุ้นทรัพย์สินมาก( The Asset Plays)
- หุ้นที่บริษัทนั่งทับอะไรซักอย่างที่มีค่า แต่เหล่ามืออาชีพมักมองข้ามไป เป็นหุ้นกลุ่มที่คนในพื้นที่สามารถนำข้อได้เปรียบของมือสมัครเล่นมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เช่นหุ้นรถไฟที่มีทรัพสินเป็นที่ดินจำนวนมาก หุ้นบริษัทที่มีสิทธิบัตรมากๆ
Note:
- ต้องระลึกไว้เสมอว่าบริษัทนั้นจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดิมตลอดไป เช่น หุ้นโตเร็วกลายเป็นหุ้นโตช้า หรือ กลายเป็นหุ้นวัฏจักร หุ้นวัฏจักรที่เกือบล้มละลาย กลายเป็นหุ้นฟื้นตัว หุ้นโตเร็วอาจกลายเป็นหุ้นasset play เช่น Mcdonald ที่มีอสังหาหลายๆแห่งทั่วโลก
- อย่าหาสูตรสำเร็จในการซื้อขายหุ้น (ในเล่มเขียนว่า เป็นสิ่งที่โง่เขลาที่สุด) เช่น ใช้สูตรขายเมื่อได้กำไร 1 เด้ง ,ขายหลังจากถือครบ 2 ปี , cut loss เสมอที่ 10% เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใช้สูตรสำเร็จในหุ้นทุกๆตัว ทุกประเภท เช่น ซื้อหุ้นแล้วถือยาวหลายสิบปีเป็นเรื่องที่ดีในหุ้นแข็งแกร่ง เช่นพวกบริษัทยาใหญ่ๆ (ในกรณีที่ได้ราคาดีๆ) แต่คงบ้าบอถ้าคุณจะคิดจะถือหุ้นวัฏจักรไปตลอดรอดทุกวงจรธุรกิจ หรือ เป้าว่าจะขายหุ้น Walmart เมื่อกำไร 50% ในขณะนี้ที่หุ้นสมัยนั้นมีศักภาพโตได้อีกหลายเด้ง
บทที่ 8 : หุ้นสมบูรณ์แบบ “อะไรจะถูกขนาดนั้น!” ( The Perfect Stock – What a Deal!)
- การทำความเข้าใจในพื้นฐานของบริษัทจะง่ายกว่ามากถ้าคุณเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจ เช่นบริษัททำถุงน่องมันเข้าใจง่ายกว่าบริษัทปล่อยดาวเทียม ยิ่งธุรกิจนั้นง่ายจนมีคนสบประมาทว่า ใครๆก็บริหารกิจการแบบนี้ได้ ก็ยิ่งเป็นโอกาสดี
- ระหว่างบริษัทที่ดี + ผู้บริหารยอดเยี่ยม แต่กิจการอยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง มีตัวธุรกิจซับซ้อน สู้กับ บริษัทที่น่าเบื่อ+ธุรกิจง่ายๆธรรมดา+แข่งขันน้อย, Peter Lynch บอกว่าเขาชอบอย่างหลัง เพราะ มันตามได้ง่ายกว่า
- คุณสมบัติของหุ้นสมบูร์แบบ มี 13 ประการ นั่นคือ
1. ดูน่าเบื่อ (IT SOUNDS DULL—OR, EVEN BETTER, RIDICULOUS)
- ยิ่งธุรกิจง่าย มันก็จะน่าเบื่อ แต่ยิ่งน่าเบื่อเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งชื่อเห่ยๆ ก็ยิ่งดี
2. ทำธุรกิจที่น่าเบื่อ (IT DOES SOMETHING DULL)
- เช่น บริษัท Crown Cork and Seal ทำฝากระป๋อง และฝาจุกขวด
- ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของบริษัทที่น่าเบื่อนั้น คือมันมักจะอยู่ห่างจากเหล่ามืออาชีพ จนพอมีข่าวดีมากๆ พวกเขาก็จะแห่กันมาซื้อ ถึงเวลานั้นคุณค่อยคิดจะขายก็ยังทัน
3. มันทำบางสิ่งบางอย่างที่คนไม่เห็นด้วย (IT DOES SOMETHING DISAGREEABLE)
- ดียิ่งกว่าน่าเบื่อ คือทั้งน่าเบื่อและขยะแขยงในเวลาเดียวกัน เช่น หุ้น Safety-Kleen ทำธุรกิจจัดหาเครื่องมือล้างชิ้นส่วนรถที่เปื้อนนำมันหล่อลื่น
4. มันเป็นหุ้นที่แตกออกมา (IT’S A SPINOFF)
- เช่น Toy R Us แตกออกมาจาก Interstate department stores
- ส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่แตกออกมาจากนั้นมักจะมีงบการเงินแข็งแกร่งที่พร้อมจะประสบความสำเร็จในฐานะบริษัทอิสระ และเมื่อบริษัทนี้ถูกบริหารโดยผู้บริหารใหม่ซึ่งมีอิสระมากขึ้น ก็สามารถมีมาตรการสร้างสรรใหม่ๆ เพิ่มกำไรบริษัทได้มากขึ้น
5. สถาบันไม่ถือมัน และนักวิเคราะห์ไม่ได้ติดตาม
- หาบริษัทที่ไม่เคยมีนักวิเคราะห์ไปเยี่ยม ไม่มีมืออาชีพรู้จัก หรืออาจเคยมีมาหาบ้าง แต่ก็เมื่อสามปีที่แล้ว หรือเคยเป็นหุ้นยอดนิยมของมืออาชีพ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว พวกนี้อาจเป็นหุ้นที่น่าตื่นเต้น อาจกำลังรอการฟื้นฟู
6. ข่าวลือว่า มันเกี่ยวข้องกับขยะพิษ หรือ มาเฟีย
- ธุรกิจกำจัดขยะและของเสียคือธุรกิจที่สุดวิเศษ ซึ่งบริษัท Waste Management ก็เข้าคุณสมบัตินี้เต็มๆ แถมคนยังลือกันว่ามีมาเฟียคุมธุรกิจอยู่นี้ จึงต้องห่างๆเข้าไว้ แน่นอนว่าคนที่พบเจอหุ้นนี้แรกๆ จะได้หุ้น 100 เด้งเลยทีเดียว
7. มีอะไรโศรกเศร้าและหดหู่เกี่ยวกับมัน
- หุ้นกลุ่มนี้ที่ Peter Lynch ชอบที่สุดก็คือ Service Corporation Internation (SCI) ซึ่งทำธุรกิจรับฝังศพทั่วประเทศ
8. มันเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่โต
- อุตสาหกรรมที่โตเร็วและน่าตื้นเต้นนั้นจะมีการแข่งขันสูงมาก และมีผู้แพ้ล้มหายตายจากไปอย่างมากมาย แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดกับอุตสาหกรรมฝาจุกขวด โรงแรม ทำฝาขวด หรือรับฝังศพ เป็นต้น
- ธุรกิจที่ไม่ค่อยโต และน่าเบื่อ น่ารังเกียจนั้น มักไม่มีปัญหาในเรื่องการแข่งขัน เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ สิ่งนี้เองที่อาจทำให้คุณมีช่องทางเติบโต
9. มันมีจุดเด่น
- ธุรกิจเป็นจุดเด่น แข่งขันได้ยาก และขึ้นราคาได้ เช่น บริษัทยาที่มีสิทธิบัตร ต้องมีคู่แข่งทำวิจัยหลายพันล้าน กว่าจะทำยาตัวเดียวมาแข่งได้
10. คนต้องซื้อมันเรื่อยๆ
- บริษัทยา น้ำอัดลม มีดโกน บุหรี่ ย่อมมีคนมาซื้อสินค้าเขาเรื่อยๆ มากกว่าบริษัทของเล่นเด็ก
11. มันเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี
- เช่น แทนที่จะลงทุนในบริษัทสแกนเนอร์ ก็ลงทุนในsupermarket ที่ใช้ scanner มาลดต้นทุน และทำให้กำไรบริษัทเพิ่มขึ้นได้เป็นเท่าตัว
12. บุคคลภายในบริษัทกำลังซื้อหุ้น
- หากบุคคลภายในกำลังซื้อหุ้นอย่างบ้าคลั่ง คุณจะพอยังมั่นใจได้ว่า มันยังไม่ล้มละลายในช่วง 6 เดือนข้างหน้า และในระยะยาวนั้น ผู้บริหารที่เป็นเจ้าของหุ้นด้วย ก็จะคิดถึงผลตอบแทนจากราคาหุ้นเช่นกัน แทนที่จะคิดแต่เงินเดือน
- และจะยิ่งมีความหมายมาก ถ้าคนซื้อหุ้นนั้นเป็นลูกจ้างที่ได้เงินน้อยกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
- หากหุ้นตกลงไปหลังบุคคลภายในซื้อหุ้นไปแล้ว คุณก็มีโอกาสซื้อได้ถูกกว่าพวกเขา ยิ่งดีขึ้นไปอีก
- ในขณะที่การขายหุ้นของคนภายในนั้น ไม่มีความหมายมาก หากเป็นในช่วงตลาดปกติ ไม่ได้แปลว่าบริษัทกำลังจะมีปัญหา พวกเขาอาจต้องการเงินไปซื้อบ้าน ไปใหนี้ หรือกระจายความเสี่ยงไปหุ้นตัวอื่นก็ได้ ในขณะที่การใช้เงินซื้อหุ้นนั้น มีเพียงเหตุผลเดียว คือพวกเขาคิดว่าหุ้นมันราคาต่ำกว่าความจริง และสุดท้ายมันจะกลับมาขึ้น
13. บริษัทกำลังซื้อหุ้นคืน
- การซื้อหุ้นคืนเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการตอบแทนนักลงทุนของตน ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดโดยเฉพาะช่วงโกลาหล อีกอย่างคือมันทำให้ EPS เพิ่มขึ้นอย่างมหัศจรร ส่งผลต่อราคาหุ้น หากซื้อหุ้นคืนไปครึ่งหนึ่ง แต่กำไรเท่าเดิม มันแปลว่า EPS เพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งการจะทำให้เกิดสิ่งนี้โดยลดต้นทุนหรือขายของให้มากขึ้นนั้น อาจทำได้ยากกว่าในบางกรณี
บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- Cajun Cleansers เป็นบริษัทกำจัดรอยเชื้อราในเฟอนิเจอร์ หนังสือหายาก และผ้าม่าน ซึ่ง Peter Lynch ให้นิยามว่ามันเป็นหุ้นที่รวมองค์ประกอบครบ ทั้งชื่อเห่ยๆ ธุรกิจน่าเบื่อ น่าขยะแขยง ไม่มีใครพูดถึง และเป็น spin off มาอีกที แน่นอนว่าไม่มีนักวิเคราะห์สนใจชายตามอง
- บริษัทนี้มีสิทธิบัตรในเจลทำความสะอาดที่ใช้ได้กับพื้นผิวหลากหลาย ส่วนยอดรายได้อื่นๆก็โตอย่างรวดเร็ว
- Peter Lynch รู้จักหุ้นตัวนี้จากญาติห่างๆว่า มีแต่ผลิตภันของบริษัทนี้เท่านั้น ที่สามารถกำจัดเชื้อราบนแจ๊กเก็ตหนังเก่าๆของเขาได้ เมื่อไปดูตัวเลขยอดขายนั้น มันก็โตถึงปีละ 20% บริษัทไม่เคยขาดทุน ไม่มีหนี้้ และเขาได้หุ้นนี้ในช่วงที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจพอดี แถมช่วงที่เขาเข้าซื้อหุ้น Macro ก็กำลังดันตลาดตกพอดี มันคือช่วงเวลาในฝัน!
บทที่ 9 : หุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยง
1. หุ้นร้อน
- หุ้นที่ร้อนที่สุดนั้นมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงที่สุด มันคือหุ้นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด เป็นหุ้นที่ทุกคนกลัวจะตกรถ
- หุ้นร้อนจะขึ้นไปอยู่เหนือทุกราคา ทุกValuation ดังนั้นแล้ว ราคามันจึงขึ้นไปด้วยความหวังและความฝันที่สนับสนุนมันล้วนๆ เมื่อคนผิดหวัง มันก็จะตกลงมาได้เร็วพอๆกัน จนคุณเห็นกำไรหุ้นงามๆกลายเป็นขาดทุนในเวลาอันสั้น
- ธุรกิจที่โตเร็วและร้อนแรง จะดึงกลุ่มคนที่ฉลาดมาร่วมแข่งขัน แม้ Idea ธุรกิจนั้นจะดีสักแค่ไหน แต่หากไม่มีทางที่จะป้องกันจุดเด่นนั้น เช่น ไม่มีสิทธิบัตรมาป้องกันได้เลย ก็เตรียมตัวเจอคนเลียนแบบทันที เช่น ในกรณีหุ้น Floppy Disk, หุ้นน้ำมัน, หุ้น Xerox
2. หุ้นที่กำลังเป็น “The next…”
- เช่น หุ้น “Mcdonald ตัวต่อไป” “หุ้น Disney ตัวต่อไป” ซึ่งเขากล่าวว่าหุ้นที่จะกลายเป็น ตัวต่อไป นั้น ไม่เคยมีจริง
- การที่ผู้คนกล่าวขานกันว่า หุ้นตัวนู้นตัวนั้น จะกลายเป็นหุ้น….ตัวต่อไป คือเครื่องหมายของการสิ้นสุดความรุ่งเรืองเสียอีก ที่น่าแปลกใจคือ มันจะไม่ได้ตกต่ำลงเฉพาะกับบริษัทที่กำลังมาท้าชิงเท้านั้น ยังรวมไปถึงบริษัทต้นแบบอีกด้วย
3. Diworseifications
- บางครั้งบริษัทที่มีกำไรดีๆ จะไปซื้อกิจการอย่างอื่นเพื่อ Diversification อย่างโง่เขลา ซึ่งได้แก่การไปซื้อธุรกิจที่ราคาสูงเกินไป หรือ อยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจของตน ถ้ามีครบทั้งคู่ ก็มั่นใจเลยว่าเตรียมขาดทุนแหลกแน่นอน และสิ่งที่จะตามมาด้วย ก็คือ การปรับโครงสร้างกิจการ (ขายกิจการที่ซื้อมา ด้วยราคาต่ำกว่าเดิม)
- แต่การซื้อกิจการที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีในบางสถานการณ์ เช่น หากธุรกิจหลักของบริษัทกำลังย่ำแย่ อย่างกรณีของ Berkshire Hathaway ที่ไม่ยึดติดกับธุรกิจสิ่งทอ
- ถ้าบริษัทจะซื้ออะไรสักอย่าง ก็ต้องเป็นสิ่งที่มา Synergy กัน แต่ส่วนใหญ่มันเป็นอะไรที่ Peter Lynch มักกังวล เพราะมีแนวโน้มสูงที่บริษัทมักจะจ่ายแพงเกินไป ควาดหวังสูงไป แล้วบริหารมันพลาด เขาอยากเห็นการซื้อหุ้นคืนมากกว่า ซึ่งจะเป็น Synergy ที่เยี่ยมยอดที่สุด
4. หุ้นกระซิบ
- หุ้นกระซิบ คือหุ้นตัวเล็กๆ ที่มักมีคนแนะนำว่า มันเป็นบริษัทที่มีความคิดที่น่าสนใจ บ่อยครั้งมันมีไอเดียจะเปลี่ยนโลกได้ และคุณจะได้กำไรจากมันมหาศาล เช่น หุ้นยามหัศจรรย์
- สาระสำคัญของหุ้นพวกนี้ คือ คุณจะเสียเงินกับมันเพราะความหวังลมๆแล้งๆในเรื่องยิ่งใหญ่ที่ไม่มีสาระ
- บริษัทพวกนี้มักจะยังไม่มีกำไร ไม่มี PE ratio เพราะยังไม่มี E แต่ในบริษัทจะมีคนที่ดูฉลาดๆเต็มไปหมด
- หากคุณรู้สึกทำใจไม่ให้ กลัวตกรถหุ้นบริษัทที่จะมาเปลี่ยนโลก สิ่งที่ดีสุดคือ ลองเลื่อนการลงทุนในหุ้นพวกนี้ไปก่อนในปีถัดๆไป รอบริษัทมีผลงานชัดเจน รอรายได้ที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อน ก็อาจจะยังไม่สายเกินไป
- แน่นอนว่ามีหุ้นบางตัวที่มี mission ที่น่าตื่นเต้น และทำให้คุณมีอาการกลัวตกรถได้ตั้งแต่ IPO มันมักจะมีราคาสูงในวันซื้อขายแรกๆ แต่โอกาสที่หุ้นพวกนี้จะไปถึงฝั่งฝันนั้นมีน้อยมากๆ
5. ระวังพ่อค้าคนกลาง
- บริษัทที่ขายสินค้า 15-50% ให้กับลูกค้ารายเดียวนั้น มักอยู่ในสถานการที่ล่อแหลมต่อความพังพินาศมากๆ เพราะไม่สามารถมีอำนาจต่อรองอะไรได้เลย
6. หุ้นที่มีชื่อน่าตื่นเต้น
- หาก Xerox มีชื่อเป็นบริษัท David Dry Copies มันอาจจะมีอายุยืนยาวกว่านี้ เพราะคนจำนวนมากอาจไม่ค่อยมั่นใจในตัวบริษัท และไม่ได้มีนักลงทุนใหญ่ๆสนใจมากในช่วงแรกๆ
บทที่ 10 : กำไร กำไร และ กำไร
- อะไรคือสิ่งที่บอกว่า หุ้นที่คุณมีอยู่ จะขึ้นต่อได้ หรือ หุ้นที่คุณอยากจะซื้อ ควรจะซื้อในราคาเท่าไหร่
- สิ่งที่เรากำลังตั้งคำถามอยู่นี้ ก็คือถามถึงคุณค่าของบริษัท
- ปัจจัยใดทำให้มูลค่าของมันพรุ่งนี้ มากขึ้นกว่าวันนี้ แน่นอนว่ามีหลายทฤษฎี แต่สำหรับ Peter Lynch – สิ่งนั้นคือกำไรและทรัพย์สิน ซึ่งบางครั้งกว่าราคาจะตามมูลค่าทัน ก็ใช้เวลาเป็นหลายๆปี
- การวิเคราะห์หุ้นหนึ่งหุ้น ก็คือการที่เรากำลังจะไปเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจ และเราสามารถวิเคราะห์มันได้โดยใช้พื้นฐานของกำไรและทรัพย์สิน
- กำไรกับราคาหุ้นนั้น จะวิ่งเข้าหากันเสมอ แม้มันอาจจะมีช่วงที่วิ่งห่างกันบ้าง
- หุ้นโตช้า เปรียบได้กับพวกคนที่มีงานในตำแหน่งมั่นคง เงินเดือนต่ำ ได้เพิ่มเงินเดือนทีละน้อยๆ
- หุ้นแข็งแกร่ง คือคนที่กินเงินเดือนสูงๆ และได้รับขึ้นเงินเดือนสม่ำเสมอ
- หุ้นวัฏจักร คือกลุ่มคนชาวไร่ชาวนา ลูกจ้างโรงแรม คนจัดไฟคริสมาส ที่มีเวลาหาเงินมากๆ แค่ในช่วงเวลาสั้นๆ
- หุ้นโตเร็ว คือพวกที่มีอาชีพหวือหวา โอกาสได้เงินมากมาย เช่น ดารา
- หุ้น Asset plays คือพวกผู้ดีเก่า ทายาทเศรษฐี ที่งอมืองอเท้า
- หุ้นรอฟื้นตัว ก็คือพวกที่ล้มละลาย ตกงาน แต่ยังมีแรงหลงเหลืออยู่
- หลักคิดการซื้อหุ้นก็แตกต่างออกไปตามแต่ categories เช่น ถ้าคิดจะซื้อหุ้นบริษัทที่โตเร็ว ก็ระลึกว่ากำลังพนันกับโอกาสการทำเงินมหาศาล “ในอนาคตของมัน” ราคาจึงมักวิ่งขึ้นสูง แม้มันอาจยังไม่มีกำไรเลย
PE Ratio
- PE ใช้เป็นตัวชี้วัดว่าหุ้นมีราคาสูงเกินไป พอดี หรือต่ำเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท
- PE อาจใช้เป็นตัวเลขไว้คิดว่าบริษัทจะทำกำไรคืนทุนให้คุณได้ ภายในกี่ปี (เมื่อคิดว่ากำไรจะคงที่) เช่น PE 10 ก็แสดงว่าจะคืนทุนในสิบปี
- แน่นอน การที่ตลาดหุ้นนั้น มีหุ้นบางตัวที่ PE สูง และราคาสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ในขณะที่หุ้นยังมีหุ้น PE ต่ำมากมายให้เลือก มันไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นไร้สาระ มันแสดงว่านักลงทุนกำลัง bet บริษัทที่กำไรโตกระฉูดในอนาคต
- โดยปกติ PE หุ้นโตช้า ตลาดจะให้ค่ามันต่ำสุด หุ้นโตเร็วจะสูงสุด และหุ้นวัฏจักรจะมี PE ระหว่างกลาง
- การใช้กลยุทธ์ว่าจะซื้อแต่หุ้นที่มี PE ต่ำๆ จึงไม่มีเหตุผล, PE ที่ต่ำ ที่เหมาะสมแล้วสำหรับหุ้นโตช้า ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นค่า PE เดียวกัน สำหรับหุ้นโตเร็ว
- อย่าจมกับค่า PE แต่ก็อย่าละเลยมัน เช่น หากบริษัทอยู่มานาน คุณอาจดูข้อมูล PE ย้อนหลังได้ว่าที่ผ่านมามีคนที่ยอมจ่ายซื้อบริษัทนี้ในระดับ PE เท่าไหร่
- ในกรณีที่คุณจำอะไรเกี่ยวกับ PE ไม่ได้เลย คำแนะนำที่สำคัญสุดคือ หลีกเลี่ยงหุ้นที่ PE สูงเกินไป เพราะจะทำให้คุณรอดจากการเสียเงินมหาศาลได้ แน่นอนหุ้นบางตัว PE สูงมาตลอดและราคาดีมาตลอด แต่มีกรณีนั้นน้อยมากๆ
- ตลาดหุ้นก็มีค่า PE ของมัน แม้Peter lynch จะบอกให้ผู้อ่านไม่ต้องไปสนใจตลาดมากนัก แต่การที่ PE ตลาดเพิ่มสูง ก็แสดงว่าหุ้นหลายๆตัวซื้อขายใน PE ที่สูงมากขึ้น และมีแนวโน้มจะราคาสูงเกินพื้นฐานมากยิ่งขึ้น เช่น ช่วงตลาดกระทิงครั้งหนึ่ง หุ้นโตเร็ว PE สูงมากๆ หุ้นโตช้ามี PE ในระดับหุ้นโตเร็ว PE ตลาดขึ้นเป็น 20 เท่า สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ big collapse นั่นเอง
กำไรในอนาคต
- กำไรในปัจจุบันทำให้คุณสามารถคิดได้ว่าหุ้นมีราคา Fair Value หรือไม่ มันทำให้คุณพอรู้ว่าถ้าหุ้นแบบ Coca cola , McDonald มี PE สูงไป คุณก็อาจจะไม่ซื้อ
- แต่สิ่งที่คนอยากรู้จริงๆ คือกำไรในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร
- หลักคือ กำไรต้องเติบโต และราคาหุ้นก็มักจะซื้อขายกันในแง่ที่ว่า ตลาดเชื่อว่ากำไรจะโตขึ้น
- นักวิเคราะห์มักให้คำตอบการเจริญเติบโตกำไรของอนาคต แต่คำตอบที่ได้บ่อยที่สุดคือ พวกเขาบอกว่าหุ้นนั้นมีกำไรที่ไม่คาดคิด ดังนั้นเราก็คงไม่สามารถทำนายกำไรได้ดีมากนัก
- บ่อยครั้งที่บริษัทกำไรดีขึ้น แต่หุ้นก็ตก เพราะมืออาชีพคิดว่ากำไรมันน่าจะสูงกว่านั้น and vice versa อย่างไรก็ตามมันเป็นความผิดปกติระยะสั้น
- จะทำอย่างไร ให้คนธรรมดาสามารถคาดการกำไรในอนาคตได้ ในเมื่อมืออาชีพก็ผิดพลาดบ่อยๆ วิธีคือให้หาว่าบริษัทมีแผนอย่างไรที่จะเพิ่มกำไร แล้วดูว่าเขาทำตามแผนได้หรือไม่
- วิธีพื้นฐานที่บริษัทสามารถเพิ่มกำไรได้คือ ลดต้นทุน ขึ้นราคาสิน้คา ขยายตลาด ขายสินค้าในตลาดเดิมให้มากขึ้น ฟื้นฟูหรือปิดกิจการที่กำลังขาดทุนทิ้ง
บทที่ 11 : การขุดคุ้ย 2 นาที
- เมื่อรู้ว่าหุ้นที่คุณสนใจอยู่นั้น อยู่ในกลุ่มไหน ค่า PE เป็นอย่างไรเทียบกับศักยภาพและอนาคตของกิจการ ก้าวต่อไปคือเรียนรู้ว่าบริษัทจะทำอะไรให้ความมั่งคั่งมากขึ้น โตขึ้น ดีขึ้น ซึ่งนั่นคือ การเรียนรู้ Story ของบริษัท
- ก่อนจะซื้อหุ้น ให้ลองสร้างบทพูด 2 นาทีที่ครอบคลุมเหตุผลว่าคุณสนใจหุ้นตัวนี้ทำไม อะไรทำให้บริษัทนี้จะประสบครวามสำเร็จ มีอุปสรรคอะไรบ้าง ถ้าคุณสามารถเล่าเรื่องหุ้นตัวหนึ่งให้คนทั่วๆไปเข้าใจได้ แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว
- ถ้ามันเป็นหุ้นโตช้า แสดงว่าคุณกำลังหวังเงินปันผล บทพูดที่ทำให้คุณจะซื้อบริษัทนี้ ก็ต้องมีอย่างเช่น บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นตลอดสิบปีที่ผ่านมา จ่ายปันผลดี ไม่เคยลด ไม่เคยงด มีการจ่ายปันผลเพิ่มตลอดไม่ว่าช่วงนั้นตลาดดีหรือแย่ หรือแม้แต่เศรษฐกิจถดถอย
- หุ้นวัฏจักร เช่น ธุรกิจรถยนตกต่ำมาสามปีแล้ว ปีนี้ยอดขายกำลังฟื้น กำไรน่าจะมา
- หุ้นทรัพสินมาก เช่น หุ้นนี้ราคา 8 เหรียญ แต่เฉพาะอสังหา ก็มีค่า 7 เหรียญแล้ว รวมกับกิจการอื่นๆก็เกินมูลค่าแล้ว
- หุ้นฟื้นตัว เช่น บริษัทลดธุรกิจที่มีปัญหา กลับมาทำสิ่งที่มันทำได้ดี และมีการประกาศซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง มีผลิตภัณฑ์ที่กลับมาโด่งดังอีกครั้ง
- หุ้นแข็งแกร่ง เช่น ราคาหุ้นตอนนี้ไม่ไปไหนมาหลายปี PE ก็ต่ำมาก แต่อนาคตมันน่าจะมี breakthrough ใหม่และทำให้เพิ่มยอดขายก้าวกระโดดอีกครั้ง
- หุ้นโตเร็ว อะไรทำให้มันโตได้เร็ว มีแผนกิจการอย่างไร
- ตัวอย่าง เช่น หากคุณสนใจหุ้น La Quinta ซึ่งทำธุรกิจ Motel ราคาถูก (peter lynch เองได้รับรู้กิจการนี้มาจาก Holiday inns บริษัทคู่แข่ง และได้ตัวเขาก็ได้ลองเข้าพักที่โรงแรมนี้จริงๆ และพบว่ามันยอดเยี่ยม) บทพูดอาจจะเป็นว่า : หุ้นตัวนี้มีศักยภาพ มีการขยายสาขาต่อเนื่องและทำได้ดีในทุกสาขา กำไรก็โตดีมากๆ เขาจึงเข้าซื้อในราคาที่หุ้น ที่ขึ้นมาแล้ว1เท่าตัวในปีก่อน และมีผู้บริหารคนสำคัญได้ขายหุ้นออกไปแล้ว แต่เขาเตือนตัวเองว่าการขายของบุคคลภายในไม่ใช่เหตุผลดีที่จะไม่ชอบหุ้น ทำให้เขาไปต่อและได้กำไร 11 เท่าใน 10 ปี
- อีกตัวอย่างคือหุ้น Bildner หุ้นร้านอาหารที่เขาค้นพบเองในบอสตัน เป็นร้านที่ขายดีมากๆ และเขาเชื่อว่ามันเป็นร้านขนมปังและแซนวิสที่ดี มีผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม และเข้าซื้อหุ้นตั้งแต่ IPO โดยเขาคิดว่ามันจะเป็น “Taco Bell ตัวถัดไป” แต่ภายหลังเมื่อบริษัททำการขยายสาขา กลับพบว่ามันล้มเหลวไม่เป็นท่า บริษัทต้องเข้ากระบวนฟื้นฟู และเขาต้องขายหุ้นนี้ขาดทุน 50-95% -> บทเรียนคือ เขาไม่ได้อดทนพอเพื่อรอดูว่า Idea ที่เข้าท่าในแถวบ้านเขานั้น จะประสบความสำเร็จที่อื่นหรือไม่ การเข้าซื้อตั้งแต่ IPO จึงเป็นการไม่ฉลาด และมันไม่สายเกินไปที่จะลงทุนในธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
บทที่ 12 : ค้นหาความจริง
- แม้บริษัทจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขามากมายเพียงไหน รายงานละเอียดเพียงใด แต่สิ่งที่คนจะเชื่อมากที่สุด ก็คือข่าวลือ เช่น บริษัท A กำลังมีกำไร หุ้นกำลังจะวิ่ง ยิ่งแหล่งที่มาลึกลับ คนก็ยิ่งเชื่อมากเท่านั้น
- มีวิธีมากมายในการหาข้อมูล นอกจากการอ่านรายงานประจำปี
ถามโบรกเกอร์
- ถ้าคุณใช้บริการผ่าน Broker แบบเต็มรูปแบบ อย่าใช้เขาเพียงแค่การซื้อขายหุ้น หรือให้เขาแนะนำหุ้นดีๆ โดยไม่ได้ถามข้อมูลอะไรเลย อาจใช้ให้เขาแนะนำหุ้นนั้นๆ แบบบอกเล่าภายใน 2 นาที
โทรหาบริษัท
- โทรหา IR ถ้า IR ไม่ค่อยสนใจคุณมาก ก็ลองบอกไปว่ามีหุ้นบริษัทคุณอยู่ 20000 หุ้นและคิดว่าจะซื้อชุดใหญ่อีกครั้ง
- แต่อย่าโทรไปถามว่า “ทำไมหุ้นตก” เพราะมันทำให้คุณดูเหมือนมือสมัครเล่น และ IR ก็ไม่รู้เหมือนกันแหละว่าทำไม ให้ถามหัวข้ออื่นๆ และจะดีมากถ้าทำให้เขารู้สึกว่าคุณได้ทำการบ้านมาก่อน เช่น ถามว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ล่าสุดดีไหม แนวโน้มการคาดการกำไรของนักลงทุนเป็นอย่างไร การขยายสาขาเป็นอย่างไร Inventory เป็นยังไงบ้าง ปัจจัยบวกและลบในปีนี้เป็นอย่างไร
- ในบางครั้งคุณอาจได้รู้บางสิ่งที่ไม่คาดคิด ที่ดีหรือแย่กว่าสิ่งที่ตลาดรับรู้ และเป็นโอกาสทำกำไรงามๆได้
คุณเชื่อเขาได้ไหม
- ส่วนใหญ่แล้วบริษัทมักจะตรงไปตรงมา เพราะความจริงมันจะออกมาในไม่ช้าในรายงานประจำไตรมาส การปิดบังความจริงจึงไม่มีประโยชน์อะไร
- แต่วิธีการนำเสนอข้อมูลนั้นอาจแตกไป ขึ้นกับมาเป็นอุตสาหกรรมแบบไหน เช่นถ้าเป็นบริษัทเทคโนโลยีน้องใหม่ กำลังมีความท้าทาย เขาก็จะให้คำพูดที่ให้ความหวังมากขึ้น
- ประเด็นคือ อย่าไปสนใจ opinion มาก ให้เน้นไปที่ข้อมูลจริงๆ
เยี่ยมสำนักงานใหญ่
- การไป company visit นั้นให้สิ่งที่ได้จากการโทรถามข้อมูลจาก IR ไม่ได้ คือการได้เห็นบรรยากาศการทำงานจริงๆ ดูว่าOffice หรูหราสิ้นเปลืองไหม ผู้บริหารดูตั้งใจไหม – Peter lynch เชื่อว่าถ้าสำนักงานดูธรรมดาบ้านๆ จะดีกว่าสำนักงานที่ดูหรูหราเกินไป
ลงพื้นที่จริง (Kick the tyre)
- การได้ไปใช้ผลิตภันฑ์จริงๆ ได้กินอาหารจริงๆ ได้ไปนอนในโรงแรมในหุ้นที่จะซื้อจริงๆ ได้เห็นคนต่อแถวซื้อของในร้านจริงๆ ได้ไปสอบถามความเห็นผู้บริโภคจริงๆ ยังเป็นการหาข้อมูลพื้นฐานที่ดี ที่ IR ไม่สามารถทดแทนได้
การอ่านรายงาน
- รายงานประจำปีที่ยืดยาวนั้น มีข้อมูลสำคัญที่เก็บได้ภายใน 2-3 นาที
1. อ่านงบดุล
- ดูที่ Current asset เน้นที่เงินสดและรายการเงินสด ดูว่ามันเพิ่มขึ้นมั้ย เทียบกับปีก่อนๆ ต่อมา ดูหนี้สินระยะยาว ว่าเพิ่มหรือลดลง หากเงินสดเพิ่มเมื่อเทียบกับหนี้ มันคือสัญญาณความรุ่งเรือง
- หักหนี้ระยะยาวจากเงินสด ได้ตัวเลข เงินสดสุทธิ ถ้าเงินสดมากกว่าหนี้ แสดงว่าในระยะสั้นๆนี้บริษัทจะยังไม่เจ๊งถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น
- ส่วนหนี้ระยะสั้นนั้น Peter lynch จะสมมุตว่าทรัพสินอื่นๆของบริษัทมีค่าพอจะรองรับมันไว้ได้
2. ดูสรุปงบการเงิน 10 ปี
- บริษัทมีกี่ล้านหุ้น และตัวเลขหุ้นนั้นเป็นอย่างไร ถ้าลดลงแสดงว่าบริษัทซื้อหุ้นคืนเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
- หา Cash per share ratio ดูว่าแต่ละหุ้นนั้นมีเงินสดติดมาด้วยเท่าไหร่
3. หาตัวเลขอื่นๆ ซึ่งมีต่อในบทที่ 13
บทที่ 13 : ตัวเลขที่มีชื่อเสียง
เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
- แม้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน ต้องไม่ลืมดูว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีความหมายมากน้อยแค่ไหนกับบริษัท ยอดขายคิดเป็นกี่ % เพราะแม้สินค้านั้นๆจะขายดีมาก แต่ถ้าบริษัทมีมูลค่าใหญ่มาก มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
PE
- PE ที่เหมาะสมมักจะมีค่าเท่ากับการเจริญเติบโตของกำไร (PEG ratio = 1) หาก PEG < 1 ก็อาจเป็นหุ้นถูกที่น่าสนใจ
ฐานะเงินสด
- ตัวเลข Cash per share ratio ทำหน้าที่เหมือน Coupon cash back เช่น หุ้น Ford ราคา 38$ มี Cash per share ratio ที่ 16.3 $ แสดงว่าหุ้นตัวนี้ราคา 21.7 เหรียญต่อหุ้น เมื่อนักวิเคราะคาดการกำไร 7$ แสดงว่า pe คือ 3.1 ซึ่งน่าทึ่งมากสำหรับหุ้น Ford
- แต่การคิดในแง่นี้ก็ต้องดูราคาหุ้นด้วน เช่น Briston myer มีเงินสด 1.6 Billion USD มีหนี้ระยะยาว 200 million USD เมื่อคิดแล้วได้ว่ามีเงินสด 5 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่ในบริษัทที่ซื้อขายกันที่ 40 เหรียญ
ปัจจัยทางด้านหนี้
- DE ratio ช่วยบอกความเข้มแข็งของงบการเงินบริษัท
- กลุ่มหุ้นฟื้นตัวและบริษัทที่มีปัญหา จะให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เพราะมันช่วยบอกว่าบริษัทจะอยู่รอดได้หรือไม่ในอนาคต เช่น บริษัทที่หุ้นตกเยอะๆ 2 บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน อันหนึ่งมีหนี้มากกว่าเงินสด อีกอันมีเงินสดมากกว่าหนี้มากๆ ก็มั่นใจได้ว่าอย่างหลังจะปลอดภัยกว่า
- หนี้ธนาคาร คือประเภทหนี้ที่แย่ที่สุด เพราะมันมักถึงกำหนดชำระเร็ว และถ้าบริษัทดูท่าจะไม่ดี ผู้ให้กู้สามารถขอเงินคืนได้ทันที ทำให้บริษัทเสี่ยงต่อการล้มละลาย
- หนี้ระยะยาว คือประเภทหนี้ที่ดีที่สุด เพราะมันไม่สามารถถูกเรียกคืนได้ ไม่ว่าสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน ตราบใดที่ยังมีการจ่ายดอกเบี้ย มันมักจะมาในรูปแบบ Long Term Bond มันยืดหยุ่นกว่า ให้เวลาบริษัทได้มากกว่า หากเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ยังพอแก้ไขทัน
ปันผล
- สิ่งที่สนับสนุนว่าบริษัทควรจะจ่ายปันผลคือ ถ้าบริษัทนั้นชอบเผาเงินที่เหลือทิ้งโดยการทำ diworsification
- การมีปันผลจะช่วยให้ราคาหุ้นไม่ตกลงมามากเท่ากับหุ้นที่ไม่มีปันผล โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดถล่ม เป็นเหตุผลที่ peter lynch ชอบเก็บหุ้นแข็งแกร่งหรือหุ้นโตช้าไว้บางตัวในพอร์ต
- หุ้นบลูชิพที่มีสถิติการจ่ายปันผลและเพิ่มการจ่ายปันผลไปเรื่อยๆ มักเป็นหุ้นที่คนแย่งกันในช่วงวิกฤติ
- อย่างไรก็ตาม Peter lynch นั่นชอบหุ้นตัวเล็กที่โตเร็วกล้าได้กล้าเสีย มากกว่าหุ้นปันผลที่เก่าแก่คร่ำครึ
- ต้องระวังว่า ในทันทีที่หุ้นโตช้าหยุดจ่ายปันผล คุณก็จะติดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
มูลค่าหุ้นทางบัญชี
- จุดอ่อนของ P/BV คือ มันมีความสัมพันธ์น้อยมากกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท หุ้นที่มี BV มากๆ ก็ล้มละลายอยู่เสมอ เพราะมันคือมูลค่าในกระดาษ ทรัพย์สินที่มันมีอาจไม่ได้เป็นอะไรที่มีใครต้องการ เช่น สินค้าที่ขายไม่ออก เครื่องจักรที่ล้าสมัย
- การดูหุ้นที่ P/BV จึงต้องรู้ว่ามูลค่าเหล่านั้นคืออะไรจริงๆ
- เมื่อมีมูลค่าทางบัญชีที่สูงกว่ามูลค่าแท้จริง ก็ย่อมมีต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเช่นกัน เช่นในกรณีที่บริษัทมีทรัพสินที่ซ่อนไว้เพิ่มเติม เช่น Brand name ระดับโลก , สิทธิบัตรยา, บริษัทรถไฟที่มีทรัพสินเป็นที่ดิน, หรือมันอาจถือหุ้นบริษัทดีๆ ที่เป็นทรัพย์สินและมีมูลค่ามากกว่าหุ้นแม่ก็ได้
กระแสเงินสด
- หุ้นที่มีกระแสเงินสดที่ดี ไม่ต้องลงทุนบ่อยๆ ย่อมดีกว่า
- กระแสเงินสดต่อหุ้น ใช้บอกผลตอบแทนได้ เช่น หุ้นราคา 20 ที่มีกระแสเงินสดปีละ 2 ต่อหุ้น จะมีผลตอบแทนที่ 10%
สินค้าคงคลัง
- สำหรับบริษัทผู้ผลิตหรือค้าปลีก เมื่อinventory เพิ่มมากขึ้นเร็วกว่ายอดขาย คือสัญญาณอันตราย เช่น ยอดขายเพิ่ม 10% แต่ inventory เพิ่ม 30% มันอาจหมายความว่า ในปีต่อๆไป ของใหม่ที่ผลิตออกมาจะแข่งขันกับของเก่าและสต็อกก็จะเพิ่มมากขึ้นไปอีกจนมันถูกบังคับให้ต้องลดราคา และแปลว่ากำไรจะน้อยลง
- บริษัทรถยนต์ Stock ที่เพิ่มขึ้นจะไม่น่าห่วงมาก เพราะผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องลดราคามันมากเพื่อขายมัน ไม่เหมือนสินค้า fast fashion
- ถ้าบริษัทย่ำแย่มากแต่สินค้าคงคลังเริ่มหมด มันอาจเป็นหลักฐานแรกๆว่ากำลังฟื้นตัว
อัตราการเจริญเติบโต
- บริษัทที่สามารถเพิ่มราคาสินค้าได้ต่อเนื่องโดยไม่เสียลูกค้า (เพราะลูกค้าติด) คือการลงทุนที่สุดยอด
- บริษัทที่โต 20% ซื้อขายที่ PE 20 เท่า จะดีกว่าหุ้นที่โต 10% ที่ซื้อขายในราคา 10 เท่า (EPS จะเพิ่มเร็วกว่าจากการทบต้น)
บรรทัดสุดท้าย
- กำไรก่อนภาษี (Profit Margin) ยิ่งสูง แสดงว่าเป็นบริษัทที่มีต้นทุนต่ำ
- เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการดำรงอยู่ในช่วงยากลำบาก บริษัทที่ profit margin สูงกว่าจะได้เปรียบในช่วงขาลง แต่ ในช่วงที่ธุรกิจกำลังดีขึ้น profit margin ที่ต่ำกว่าจะได้เปรียบกว่า
- สิ่งที่คุณต้องการก็คือ Profit margin สูงๆ สำหรับหุ้นระยะยาวที่คุณคิดจะถือผ่านช่วงเวลาดีและเลวร้าย และหุ้น profit margin ต่ำๆ ที่จะกลายเป็นหุ้นฟื้นตัวอันประสบความสำเร็จ
บทที่ 14 : ตรวจสอบเรื่องราวใหม่
- ทุกๆไตรมาสเป็นเวลาที่ดีที่จะมาตรวจสอบเรื่องราวของบริษัทว่ากำไรเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ สินค้ายังน่าสนใจหรือไม่ และบริษัทย้ายช่วงชีวิตแล้วหรือยัง (โดยเฉพาะพวกหุ้นโตเร็ว)
- สำหรับหุ้นโตเร็ว มันจะมีช่วงเวลาชีวิต 3 ครั้ง คือ ช่วงเริ่มต้น ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทที่มักจะง่วนไปกับการแก้ข้อบกพร่องพื้นฐาน ช่วงขยายตัวรวดเร็วเมื่อบริษัทกำลังขยายตัวสู่ตลาดใหม่ๆ และช่วงโตเต็มที่หรือช่วงอิ่มตัวที่ต้องเริ่มหาหนทางใหม่ๆในการเพิ่มกำไร
- หากหุ้นโตเร็วไปถึงจุดอิ่มตัว โดยไม่สามารถหาstory ใหม่ๆให้นักลงทุนได้ PE สูงๆของมัน จะถูกปรับลง ถ้าโชคดี ก็จะเป็นระดับหุ้นแข็งแกร่ง
- เช่น ครั้งหนึ่ง McDonald ก็คือหุ้นโตเร็ว แต่เมื่อมันขยายสาขาออกไปมากมาย PE 30 เท่าก็ลงมาเหลือเพียง 12 เท่า เพราะนักลงทุนคิดว่ามันไม่ไปไหนแล้ว แต่บริษัทยังสามารถเติบโตได้อย่างสร้างสรรค์ เช่น เพิ่มบริการ Drive Through , เพิ่มบริการอาหารเช้า ทำสลัดไก่และไก่ทอด ก็ทำให้ Mcdonald ยังเติบโตได้อย่างรวดเร็ว การเติบโตยังไม่จบ
บทที่ 15 : รายการตรวจสอบสุดท้าย
หุ้นโดยทั่วไป
- ค่า PE สูงหรือต่ำเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
- % การถือหุ้นของสถาบัน ยิ่งน้อยยิ่งดี
- Insider Buying หรือ Buyback ยิ่งเยอะยิ่งดี
- กำไรโตแบบลุ่มๆดอนๆ หรือสม่ำเสมอ
- สัดส่วนหนี้ต่อทุนอยู่ในระดับปลอดภัย
- ฐานะเงินสด เงินสดสุทธิต่อหุ้นเป็นเท่าไหร่ เช่น ถ้าหุ้นตัวนี้มีเงินสุดสุทธิ 16 เหรียญต่อหุ้น มันก็ไม่น่าจะมีราคาต่ำกว่า 16 เหรียญต่อหุ้นแล้ว
หุ้นโตช้า
- ปันผลต้องสม่ำเสมอและต้องจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุผลเดียวสำหรับหุ้นประเภทนี้ คือการหวังปันผล
- ดูว่าจ่ายปันผลกี่ % ของกำไร ถ้าจ่ายใน % สูงก็มีความเสี่ยงว่าถ้ามันกำไรลดลง จะจ่ายไม่ได้สูงเท่าเดิม
หุ้นแข็งแกร่ง
- ราคาหุ้น Overprice ไปหรือไม่
- มีสิทธิ์ที่บริษัทจะ Diworsification หรือไม่
- สามารถคงอัตราการเจริญเติบโตระยะยาวของบริษัทได้หรือไม่
- ถ้าต้องการถือหุ้นประเภทนี้ยาวๆหรือตลอดไป ต้องดูว่าช่วง่ที่เศรษฐกิจถดถอยที่ผ่านมามันเอาตัวรอดได้หรือไม่
หุ้นวัฏจักร
- ดูสินค้าคงคลัง ดูคู่แข่งหน้าใหม่ๆ
- รู้ความผันผวนของวัฏจักร เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์มีช่วงดีๆ 3-4 ปี , ตามด้วย 3-4 ที่ตกต่ำ
- คาดหวังว่า PE ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ยามที่ธุรกิจฟื้นตัว
หุ้นโตเร็ว
- สินค้าที่ทำให้บริษัทนั้นร่ำรวย เป็นส่วนที่สำคัญของธุรกิจหรือไม่ (% กำไรของส่วนย่อยเป็นแค่ไหนในรายได้ทั้งหมด)
- กำไรเติบโตในช่วงหลายปีเป็นเท่าไหร่ Peter Lynch ชอบตัวเลขเติบโต 20-25% , ถ้ามากกว่า 25% จะต้องระวังว่าบริษัทจะคงมันไว้ได้นานแค่ไหน, ถ้าโตเร็ว 50% (มักเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมร้อนแรง) ก็น่าจะจบไม่สวย
- ความสำเร็จของบริษัทนั้น มันสำเร็จในเมืองอื่นๆหรือไม่ เพื่อได้ทำนายว่ามันจะขยายตัวได้ประสบความสำเร็จจริง
- มีช่องว่างที่จะเติบโตหรือไม่
- PE ที่ซื้อขายกันเท่ากับหรือใกล้กับ อัตราการเติบโตหรือไม่ (PEG ประมาณ 1)
- อัตราการเติบโตของยอดขาย เร่งขึ้น หรือ ชะลอลง การชะลอลงของยอดขายท่ำให้บริษัทพังได้ หุ้นตกลงฮวบฮาบ กำไรดิ่งเหว
- นักวิเคราะไม่กี่คนรู้จักหุ้นตัวนี้ ในขณะที่หุ้นกำลังปรับตัวหุ้น จะเป็นภาพที่บวกมากๆ
หุ้นฟื้นตัว
- มีหนี้เท่าไหร่ มีเงินสดเท่าไหร่ จะรอดจากการยึดทรัพท์ไหม สามารถทนขาดทุนได้นานเท่าไหร่โดยไม่ล้มละลาย
- ถ้าบริษัทเจ๊ง จะมีอะไรเหลือมาที่ผู้ถือหุ้น
- มีหนทางอย่างไรจะฟื้นตัว เช่น ลดแผนกที่ไม่ทำกำไร มุ่งเน้นทำสิ่งที่ตัวเองถนัด
- Trend ธุรกิจกลับมาหรือยัง
- ต้นทุนถูกตัดลงหรือยัง เช่นปิดโรงงาน ไปจ้างบริษัทภายนอกแทน
หุ้นทรัพย์สินมาก
- มูลค่าทรัพสินเป็นเท่าไหร่ มีทรัพย์สินซ่อนหรือไม่
- มีหนี้เท่าไหร่ที่จะต้องนำไปหักออกจากทรัพย์สินเหล่านี้
- กำลังก่อหนี้ใหม่หรือปล่าว
- มีนั่กล่ากิจการรอที่จะเข้ามาช่วยผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์ของทรัพสินหรือไม่
ข้อพิจารณาสำคัญ
- เข้าใจธรรมชาติของบริษัทที่เป็นเจ้าของ ทำไมหุ้นถึงจะขึ้น (หุ้นกำลังเป็นขาขึ้น ไม่นับ)
- หุ้นนั้นจัดอยู่ในกลุ่มใด
- บริษัทใหญ่จะวิ่งช้า เล็กจะวิ่งเร็ว
- หาบริษัทเล็กที่กำไรดีและแนวคิดมันสามารถทำซ้ำได้
- สงสัยบริษัทที่กำไรโตปีละ 50-100%
- หลีกเลี่ยงบริษัทร้อนในอุตสาหกรรมร้อน
- Diversification มักนำไปสู่ Diworsification
- บริษัทที่ต้องหวังผลระยะยาว มักรอไปก็ไม่ถึงฝั่งฝัน
- ตกรถรอบแรกไม่เป็นไร ให้รอดูว่าแผนบริษัทได้ผลหรือไม่ ไม่ต้องรีบร้อน
- คนธรรมดาสามารถมีข้อมูลที่ได้จากสายอาชีพและมีค่ากว่านักลุงทุนมืออาชีพ
- ระวังหุ้นเด็ดที่มีคนมาบอก แม้คนพูดจะฉลาดมากรวยมาก
- คนในวงการ A ชอบมองหาหุ้นเด็ดของวงการ B ที่ตัวเองไม่ได้รู้เรื่องอะไรดีมาก
- ลงทุนในบริษัทที่น่าเบื่อ ธรรมดา นักลงทุนสถาบันไม่สนใจ
- หุ้นโตเร็วปานกลาง (โต 20-25%) ในอุตสาหกรรมที่ไม่โต คือการลงทุนในฝัน
- หาหุ้นของบริษัทที่มีจุดเด่น
- เมื่อซื้อหุ้นที่ตกต่ำมีปัญหา ให้เลือกตัวที่มีฐานะการเงินดี หลีกเลี่ยงตัวที่มีหนี้ธนาคารมากๆ
- บริษัทที่ไม่มีหนี้ไม่มีวันล้มละลาย
- อิงการซื้อหุ้นจากอนาคตของบริษัท อย่าเอาความสามารถของผู้บริหารมาเป็นปัจจัยหลัก
- คุนฟื้นตัวสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
- หุ้นดีที่ราคาสูงเกินไป ไม่มีทางทำเงินได้
- หาบริษัทที่สถาบันถือหุ้นน้อย หรือไม่มีเลย
- การซื้อหุ้นโดยอิ่งจาก P/BV อย่างเดียวนั้นอันตรายและเป็นภาพลวงตา ให้ดูมูลค่าที่แท้จริง
- เมื่อสงสัย เข้าที่หลังดีกว่า
- Be patient. Watched stock never boils. (ล้อมาจาก A watched pot never boils)








