รีวิวหนังสือ: Crisis Wisdom ปัญญา {ฝ่า} วิกฤติ

Crisis wisdom ปัญญาฝ่าวิกฤติ รีวิว
ผู้เขียน : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
สำนักพิมพ์ : openbooks
จำนวนหน้า : 320 หน้า
Genre : Social Science
ISBN : 9786169362814
พิมพ์ครั้งแรก : November 2020

Crisis Wisdom ปัญญา {ฝ่า} วิกฤติ

7

เนื้อหา

6.0/10

การนำเสนอ

8.0/10

Pros

  • ทบทวนเรื่องราวประวัติศาสตร์การปกครองไทยร่วมสมัย และปัจจัยต่างๆทั้งที่ในและนอกประเทศ อย่างสวยงาม ลื่นไหล
  • สำนวนการเขียนเอกลักษณ์ จรรโลงใจ
  • รูปเล่มสวยงาม

Cons

  • เนื้อหาในเล่มไม่ได้ลงลึกถึงปัญหาจริงๆ มีแค่เลียบๆเคียงๆ
  • ไม่ได้นำเสนอวิธิแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมอะไร

Key Messages

To Disrupt, or be Disrupted? Does it even matter anymore?

Crisis wisdom ปัญหาฝ่าวิกฤติ คือ หนังสือเล่มที่ 1 ในฤดูกาลที่ 2 ของซีรีส์ปัญญา (Wisdom Series) ซึ่งดั้งเดิมนั้นประกอบไปด้วย Future, Past, One million และ Present ตามลำดับ – เป็นอีกหนึ่งผลงานของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ยังคงเอกลักษณ์ นั่นคือสำนวนการเขียนอันสวยงาม และเนื้อหาที่ชอบอ้างอิงเรื่องราวในอดีตมาผูกโยงกับหัวข้อต่างๆ 

ที่มาของหนังสือเล่มนี้ คุณภิญโญกล่าวไว้ว่า ในช่วงวิกฤติโควิด 19 , คุณภิญโญได้ใช้เวลาระหว่างเก็บตัวอยู่บ้าน ศึกษาค้นคว้าวิกฤติที่เคยมีมา ในโลกและประเทศไทย และเลือกเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด เพื่อหาเหตุและปัจจัย “ที่ผู้นำในแต่ละยุคสมัยใช้ในการตัดสินใจ เพื่อนำพาตัวเอง และประเทศชาติออกจากวงล้อมแห่งวิกฤติรอบด้านมาได้”  สารในเล่ม จึงเป็นการเสนอเรื่องราวเพื่อการขบคิด หาข้อมูล ตัดสินใจ และหาคำตอบ ท่ามกลางวิกฤติประเทศชาติที่เราล้วนกำลังเผชิญหน้าอยู่

ซึ่งวิกฤติที่คุณภิญโญพูดถึงในเล่มนี้ ก็คือ ประเด็นเรื่องสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นเอง

ในหนังสือซีรีย์ปัญญาที่ผ่านๆมานั้น คุณภิญโญมักหยิบยกประเด็นต่างๆมา แล้วหา case study ความสำเร็จในอดีต มาอธิบายให้เหตุผล ซึ่งผมมองว่ามันไม่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักเท่าใดนัก บ่อยครั้งมันมี Bias จากการมองย้อนหลัง (hindsight bias) มากเกินไป กว้างไป ดูจับต้องได้ยาก oversimplify ไป และบางครั้งดูจะ “flight of idea” จนล้น … แต่เหตุที่ผมยังซื้ออ่าน(จนครบทุกเล่ม)นั้น เพราะสำนวนการเขียนอันสวยงามของคุณภิญโญล้วนๆ

กลับกัน ในหนังสือปัญญาฝ่าวิกฤติเล่มนี้ นอกจากยังคงเอกลักษณ์สำนวนงานเขียนของคุณภิญโญไว้อย่างครบถ้วน ข้อที่ผมชอบมากกว่าเล่มก่อนๆก็คือ กรอบการเล่าเรื่องที่เน้นเจาะจงตั้งแต่วิกฤติระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Disruption ครั้งแรกของสถาบัน) และการเล่าเรื่องแบบคู่ขนาน ระหว่างการเมืองไทย และบรรยากาศการเมืองต่างประเทศ ซึ่งการที่กำหนดกรอบเล่าเรื่องแคบลง มี timeline ชัดเจน  แม้เนื้อหาจะยังหยิบนู่นหยิบนี่ที่ดูไกลๆมาผสมบ้าง แต่มันก็ดูแนบเนียน ไม่มากไม่ล้นไป การเล่าเรื่องในเล่มนี้จึงเข้าใจง่าย และเห็นภาพได้ชัด เห็นความต่อเนื่อง ความเป็นมาได้ชัดเจนและง่ายกว่าเล่มก่อนๆ 

เมื่อตัวเนื้อหามัน synergize กับสำนวนการเล่าเรื่องแบบคุณภิญโญนั้น มันยิ่งทำให้เราเห็นพลวัตรของเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างชัดแจ้ง เห็นเหตุปัจจัยต่างๆ (ที่อาจจะบังเอิญเกิดด้วยกัน หรืออาจจะเป็นเหตุเป็นผลกันจริงๆ)  นี่จึงเป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ความลุ่มลึกของเนื้อหานั้น ผมมองว่าหนังสือเล่มนี้แตะประเด็นแค่แบบ “ตื้นๆ” ซึ่งอาจไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์ไทยหรือโลกอย่างจริงจังสักเท่าใด หลายๆประเด็นนั้น ไม่ได้มีการระบุแบบลึกๆ เน้นอุปมาอุปไมย เลียบๆเคียงๆ ไปให้ผู้อ่านตีความเองเสียมาก หลายๆประเด็นนั้น คุณภิญโญก็เปิดไว้แบบลอยๆ (ที่ชัดสุดในเล่มคือ เหตุการณ์สวรรคตของร.8)  ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากลงลึกเองหรืออย่างไร

และที่สำคัญ สุดท้ายหนังสือก็ไม่ได้เสนอวิธีแก้ปัญหา หรือทางออกในวิกฤตินี้ อย่างชัดเจนเท่าใดนัก เหมือนแค่ย้อนเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้อ่านเก็บไปคิดเองเสียมากกว่า

ไปๆมาๆ ถ้าให้เปรียบเทียบ ผมมองหนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นหนังสือที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของ  “บริษัท” บริษัทหนึ่งที่อยู่มานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แข็งแกร่ง แต่ก็เคยพลาดท่า ปรับตัวเองช้า จนถูก Disrupt ไป จนอยู่ในจุดที่เกือบจะสูญเสียทุกอย่าง แต่แล้วด้วยเหตุปัจจัยอันยากจะบรรยาย และความสามารถของ CEO คนเก่าและทีมงาน ก็สามารถนำบริษัท  comeback มาได้ แถมกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ชนิดที่ว่าไม่มีใครคาดคิดถึง – จนมาถึงตอนนี้ ช่วงเวลาของ CEO คนใหม่ ที่เหตุปัจจัยต่างๆกลับมาอีกครั้ง วิกฤติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วรุนแรง ชนิดที่ไม่น่าจะมีใครคาดถึงอีกเช่นกัน CEO คนใหม่จะหาทางออกให้บริษัทอย่างไร ก็คงจะเป็นบทเรียนสำคัญรอบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ให้เราไว้ศึกษากันต่อไป

Opinion

อันที่จริง ผมเองก็ไม่มีความสามารถพอที่จะเข้าใจคุณภิญโญ และตีความตัวอักษรในเล่มได้อย่างลึกซึ้ง ว่าสารในหนังสือเล่มนี้ ต้องการสื่อให้ใคร กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือต้องการให้ประเทศนี้มุ่งหน้าไปในทิศทางใดเป็นพิเศษหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้อ่านจะได้จากหนังสือเล่มนี้ ผมว่ามุมมองและจุดยืนจากผู้อ่านเอง ก็มีส่วนสำคัญมาก 

หากผู้อ่านนั้น อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คิดว่ามันถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแล้ว สารในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เลย มันเป็นแค่การทบทวนถึงความเชื่อมโยงต่างๆในอดีตได้น่าสนใจ ได้แง่มุมใหม่ๆบ้าง ได้อรรถรส ได้เห็นความเป็นวัฏจักรของการเจริญและล่มสลาย ความไม่แน่นอน เห็นความ “โง่เขลา” ของมนุษย์ว่าจริงแท้แค่ไหน ซึ่งว่ากันจริงๆแล้ว ถ้าอยากได้มุมมองข้อเสนอทางแก้ปัญหาจากคุณภิญโญนั้น สู้ไปฟังคลิปสัมภาษณ์คุณภิญโญ จาก the standard หรือบทความ ”ราชประชาสมาสัย 2020” นี้ ยังจะได้ประเด็นเสียมากกว่า

แต่หากผู้อ่านนั้น อยู่ในฝ่ายที่คิดว่ามันไม่มีอะไรจะให้เปลี่ยนแปลง มันยังไม่ถึงเวลา ที่เป็นแบบเดิมนี้ก็ดีอยู่แล้ว วิกฤติศรัทธาครั้งนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ – สารในหนังสือเล่มนี้ ก็จะเป็นการทบทวนให้ผู้อ่าน ได้คิดคำนึง ถึงห่วงโซ่ต่างๆในอดีต ทีถักทอจนนำมาซึ่งวิกฤติในครั้งนี้ ว่ามันมิใช่อะไรใหม่ มันมีเหตุจริงๆ มันเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และปัจจัยต่างๆในตอนนี้ ยิ่งอธิบายได้ ว่ามันเกิดมาได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้ก็อาจจะเป็นสารสื่ออันละมุนละม่อม ที่จะเตือนสติคนยังคงยึดโยงกับค่านิยมอดีต ให้มีสติ ให้ตระหนักรู้ว่านี่มันคือช่วงเวลารอยต่อที่สำคัญ คือ Point of no return และถึงเวลาต้องคิดฝ่าวิกฤติแล้ว เตือนสติว่าถ้าบริษัทที่ท่านรักนั้น ไม่ยอม disrupt ตัวเอง ก็จงระวังว่าปัจจัยภายนอกที่คงไม่มีผู้ใดควบคุมได้ จะมา disrupt บริษัทที่ท่านรัก อย่างไร้ความปราณี

มองจากรูปการณ์ปัจจุบันแล้ว บริษัทก็ดูไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเท่าใดนัก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามองเห็นปัญหาหรือไม่ มีแต่สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ที่ก่อตัวควบแน่นอย่างรวดเร็วและเย็นยะเยือก

และเมื่อใดที่ความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมจับต้องได้…. มันก็มักจะสายไปเสียแล้ว

สรุปหนังสือ: ปัญญา {ฝ่า} วิกฤติ (Crisis Wisdom)

1. Crisis

  • เล่าถึงแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดินที่ไม่ต้องแบกรับภาระทางประวัติศาสตร์ต่อไปเมื่อสิ้นแผ่นดินที่สี่ คุณภิญโญมองว่ามันเป็นความฉลาดของผู้เขียน ในการที่จะคลุมม่านประวัติศาสตร์ปริศนานั้นไว้ พร้อมการจากไปของตัวละครสำคัญ
  • Crisis ในรากศัพท์ลาติน หมายถึงทางเลือก และการตัดสินใจ ในวิกฤติ จะตัดสินใจต้องมีความกล้า กล้าตัดสินใจเพื่อกำหนดก้าวเดินต่อไปข้างหน้า มันคือการตัดสินใจในช่วง point of no return เป็นช่วงที่จะเพิกเฉยไม่ได้
  • การไม่ตัดสินใจ ก็ถือเป็นการตัดสินใจรูปแบบหนึ่ง ในจุดที่ยังพอตัดสินใจและพลิกผันสถานการณ์ได้นั้น จึงสำคัญยิ่งยวด หากนิ่งเฉยไป มันอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวแล้ว
  • ในวิกฎติ จะทำให้เราเห็นว่าใครคือผู้กล้า ใครคือผู้ที่ควรยกย่อง หนังสือเล่มนี้จึงจะพาไปศึกษาปัญญาของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ว่าได้ใช้ปัญญาฝ่าวิกฤติมาได้อย่างไร
  • วิกฤติที่ยกมาในบทนี้ ก็คือวิกฤติการสวรรคตของรัชกาลที่ 8
  • รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์ท่ามกลางบรรยากาศที่อำนาจใหม่และเก่ายังไม่สามารถสร้าง equilibrium กันได้ มันจึงเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพิษร้าย ต่างฝ่ายต่างจ้องจะล้มอีกฝ่ายให้ได้ – รัฐบาลจากคณะราษฏร์ในขณะนั้น จึงพยายามสร้างความมั่นใจกับคนในประเทศแลประเทศมหาอำนาจ ด้วยการเชิญรัชกาลที่ 8 เป็นกษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นรู้กันดีว่าเป็นแค่การจัดฉากของคณะราษฎร์เท่านั้น
  • ปัญญาชนในวิกฤตินี้ คนแรกที่กล่าวถึงคือ สมเด็จย่า ตั้งแต่การตัดสินพระทัยให้ยุวกษัตริย์ได้เติบโตแบบเด็กธรรมดาๆในต่างประเทศ มิใช่มีชิวิตอย่างราชาแต่เด็ก ซึ่งมันปลูกฝังให้ยุวกษัตริย์เติบใหญ่และดำรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม
  • อีกคนคือปรีดี พนมยงค์ ผู้ซึ่งเกิดวันเดียวกันกับสมเด็จย่า
  • Climax ก็คือกระสุนนัดประวัติศาสตร์ในพระบรมมหาราชวัง ที่ทำให้สามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองมาพบกัน มันเป็นการพบกันของฝ่ายตัวแทนราชสำนักที่เปราะบาง และตัวแทนนักปฏิวัติที่ก็สุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายเช่นกัน – น่าคิดว่า ณ ตอนนั้น ทั้งคู่จะจัดการวิกฤตินี้อย่างไร ทั้งสองฝ่ายนั้น มี choice อะไรบ้าง

2. Choice

  • ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดวิกฤติและกลยุทธ์ต่อการจัดการกับมันมากมาย มี Choice มากมายให้ศึกษา เช่น
    • ใหญ่กับใหญ่จับมือกัน – ตัวอย่างคือตอนที่ Hitler บุกโปแลนแบบสายฟ้าแลบ โดยที่Stalin ก็ไม่เข้ามายุ่มย่าม และได้ส่วนแบ่งดินแดนโปแลนไป คือมหาอำนาจแบ่งเค้กกัน รายย่อยซวยไป
    • เล็กแลกใหญ่ – ใช้คนน้อยสู้คนมาก ทำให้ได้ยาก แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่าย คือเหตุการร์ที่ฟินแลนเอาชนะการบุกรุกโซเวียตได้
    • เล็กยอมโอนอ่อนผ่อนตามใหญ่ – หากประเทศเล็กๆคิดว่าการปะทะกันจะทำให้ได้ไม่คุ้มเสีย ยอมรักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อน ก็ไม่ได้ผิดอะไร
    • ใช้หายนะและเคราะห์ร้ายของเพื่อนบ้าน สร้างสถานการณ์ให้ตนเองกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ – คือช่วงที่มุสโสลินีแห่งอิตาลีมองว่าเยอรมันน่าจะชนะศึกนี้ เลยรับประกาศตัวเป็นพันธมิตร อิตาลีก็ได้ประโยชน์ ตัวเองก็เป็นผู้นำได้ต่อไป
    • ยอมเสียน้อย เพื่อรักษามาก – เช่นเหตุการณ์ Dunkirk ที่เชอชิลล่อเยอรมันให้ไปอีกทาง เพื่อรักษากำลังทหารจำนวนหลักเอาไว้ได้
    • กลยุทธ์แห่งหายนะ – ยอมจ่ายทุกราคา เปิดหน้าแลกกัน ไม่สนว่าจะสูญเสียเท่าไหร่ ใครทนได้นานกว่าชนะ เช่นในตอนที่เยอรมันบุกโซเวียต ก็ยอมเสียทหารโซเวียต ตายไปเป็นล้าน เพื่อถ่วงเวลาจนเข้าหน้าหนาว ให้ทหารเยอรมันพ่ายแพ้ไป
  • ขณะนั้น ไทยก็มีวิกฤติ ก็คืออยู่ในสงครามแห่งอุดมการณ์ทางความคิด : สมบูรณาญาสิทธิราชย์, ประชาธิปไตย, คอมมิวนิส หรือ เผด็จการทหาร แถมยังอยู่ท่ามกลางสงคราม จากการมาเยือนของญี่ปุ่น
  • ในด้านสถานการณ์สงคราม เวลานั้นจะตัดสินใจอย่างไร จะสู้ หนี หรือยอมแพ้ มองย้อนไปย่อมเป็นอันชัดแจ้งว่า อย่างหลังนั้นมีผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด แต่ ณ จุดที่มีการตัดสินใจ ณ ขณะนั้น คงมองกันไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร
  • ปรีดี ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น ก่อตั้งกลุ่มเสรีไทย ติดต่อสื่อสารกับฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นผู้ที่แจ้งไม่ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่สถานที่สำคัญของไทย เช่นวังต่างๆ (ขณะนั้น สมเด็จย่ากับครอบครัวอยู่ที่สวิสเซอแลนด์ ซึ่งปลอดภัยดีจากสงคราม) และเสรีไทย ก็เป็นช่วงที่คณะราษฎรและฝ่ายเจ้ากลับมาปรองดองได้ชั่วคราว ดั่งเช่นเจียงไคเช็คและเหมา ที่พักรบชั่วคราวเพื่อต้านกับญี่ปุ่น
  • นี่จึงเป็นการตัดสินใจ เป็น Choice ที่สำคัญของปรีดี พลิกประเทศเล็กๆที่ไม่มีทางเลือกมากนัก ให้กลับมาชนะในระยะยาวได้ ทำให้ปรีดีถูกแต่งตั้งโดยในหลวงอานันทมหิดล เป็นรัฐบุรุษคนแรกแห่งประเทศไทย

3.Decision

  • กล่าวถึงความลำบาก ความยาก ภาระที่ต้องแบกไว้ ราคาที่ต้องจ่าย ของผู้ที่จะ “ตัดสินใจ” 
  • ตัวอย่างของบทนี้คือ นายพล Eisenhower ที่ต้องตัดสินใจในสำคัญที่สุดในชีวิต คือ ตัดสินว่า จะเลื่อนวันD-day ไปอีก 24 ชม. เพื่อรอให้สภาพอากาศเหมาะสมในการยกทัพสู่หาดนอมังดีหรือไม่ มันเป็นการตัดสินใจที่ห้ามพลาด เพราะมันหมายถึงการแพ้หรือชนะสงครามในทันที

4.Omen

  • ดาวหางฮัลเล่ย์ถือเป็นสื่งที่มากับลางร้าย เป็นดาวหางที่มาพร้อมกับการสวรรคตของ ร.5 ทำให้ผู้ที่ต้องมาแบกรับภาระต่อคือร.6
  • ร. 6 ต้องพบกับความลำบาก เหมือนประธานบริษัทคนใหม่ที่ไม่สันทัดงานจัดการบริหารนัก ต้องมารับช่วงต่อบิดาอดีตประธานอย่างฉุกละหุก แถมงบการเงินบริษัทก็อยู่ในช่วงขาลง
  • จนมาถึงร.7 ที่สถานการณ์ต่างๆไม่ค่อยจะสู้ดีขึ้น ประเทศไทยปี 2475 จึงเป็นประเทศที่กำลังถูกรุมเร้าจาก perfect storm
  • ท่ามกลางพายุนี้เอง ที่คณะราษฎรนั้นก็ต้องตัดสินใจ ว่าจะลงมือวันใด ด้วยวิธีไหน และจะจัดการหลังจากนั้นอย่างไร ไม่มีใครจะรู้ได้ – และเมื่อตัดสินใจลงมือแล้ว อีกฝ่ายที่ต้องตัดสินใจก็คือ ร.7 ที่คณะราษฎรยื่นคำขาด เพื่ออัญเชิญกลับกรุงเทพ ต้องให้คำตอบในหนึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ตอบกลับหรือตอบปฏิเสธมา ก็จะเลือกเจ้านายพระองค์อื่นขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
  • จึงเป็นอีกทางแยก ว่าพระองค์ร.7 นั้น จะหนี โอนอ่อน หรือ รบนองเลือด ซึ่ง ณ ขณะนั้นเองแต่ละตัวเลือกย่อมเป็นไปได้ พระองค์จะเลือกอะไรก็ได้  แต่พระองค์ก็เลือกทางสายสอง และกลับไปเผชิญหน้ากับคณะผู้ก่อการ

5. Foresee

  • เหตุการณ์ 2475 นั้น เป็นที่แปลกใจว่าทำไมจึงไม่มีใครระแคะระคายมาก่อน ทั้งๆที่คณะนั้นมีกรณีศึกษามากมายจากต่างประเทศ และก่อนหน้าก็มีกบฏ รศ 130 เป็นตัวอย่างมาแล้ว – อะไรบังตาผู้มีอำนาจ
  • จึงทำให้เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน ก็ปรับตัวไม่ทันแล้ว เสมือนบริษัทใหญ่และอยู่มานาน ที่ถูก Disrupt จากผู้เล่นหน้าใหม่ๆ? อะไรทำให้ผู้มีอำนาจมืดบอด ต่อสายลมการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย?
  • ภัยคุกคามจากคณะราษฎรนั้น ก็คือ disruption จากตลาดล่าง ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะที่ผ่านมาการชิงอำนาจนั้นเกิดในตลาดบน คนมีอำนาจ ที่ผ่านมาการพยากรณ์ต่างๆนั้น ก็ล้วนแค่มองในแง่การชิอำนาจกันเองของเหล่าเจ้านายและคนชนชั้นสูง มีการแก้เคล็ดแบบ Flexible เช่น  การมีกษัตริย์สองพระองค์ในสมัย ร.4

6. Reality

  • เค้ารางการเปลี่ยนแปลงช่วงร.7นั้น มันเริ่มตั้งแต่ การล่มสลายของตลาดทุนในอเมริกา ทำมาสู่ The Great Depression และสั่นสะเทือนมาที่สยาม ราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาขาดเงินสด รัฐบาลขาดรายได้จากภาษี คนมีหนี้สินมากมาย รัฐเก็บภาษีเพิ่ม คนชั้นกลางและล่างทนทุก แต่คนชั้นบนยังอยู่สบาย
  • ร.7 เองน่าจะได้ทอดพระเนตรเห็นความจริงนี้ เพราะได้เสด็จประพาสต่างประเทศมามากมาย มีตัวอย่างเกิดแล้วจริงๆแล้วในหลายๆประเทศ มันจึงเป็นปัจจัยที่เด่นชัด  ที่ภาวะเศรษฐกิจอันซบเซา และทุกข์ของคนชนชั้นกลางและล่างนั้น จะมา disrupt สมบูรณาญาสิทธิราชย์ การเปลี่ยนแปลงนั้น มันจึงไม่ใช่การชิงสุก่อนห่าม เพราะปัจจัยต่างๆมันห่ามเต็มที่แล้ว ทางออกของบริษัทจึงมีแต่ต้อง disrupt ตัวเองก่อนเท่านั้น ก่อนจะถูกคนอื่นมา disrupt แล้วหายไปอย่างไร้ปราณี
  • แต่ชนชั้นนำสยามยามนั้นคิดน้อย คิดช้าทำช้า เพราะไม่เข้าใจความจริงใหม่ๆ (new reality) ไม่เข้าใจ new paradigm ไม่ปรับตัว จนเมื่อความจริงปรากฎ ก็สายไปแล้ว

7. Strategy

  • Mike Tyson ชนะน็อคมานับไม่ถ้วน ด้วยการต่อยปลายคางคู่แข่ง แต่เมื่อถูกคู่ชกต่อยเสยปลายคางซะเองก็ไปไม่เป็น แพ้แบบทุลักทุเล เข้าทำนอง หมองูตายเพราะงู
  • ในไทยนั้น คณะราษฎรกับคณะเจ้าก็สู้กันมายาวนาน 15 ปี แต่เมื่อ ปรีดี – หมอผู้ทำคลอดประชาธิปไตย หมอความผู้ยิ่งใหญ่ – ต้องเผชิญกับคดีใหญ่ ที่หมอความเองก็ไปไม่เป็น อยู่ในชะตากรรมที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยู่ในสภาพมึนงง ไปไม่เป็น ตัวปรีดีเองก็เคยยอมรับ ว่าวิธีที่เขาเลือกจัดการกับคดีสวรรคตของร.8 นั้น เข้าทำนองหมองูตายเพราะงู
  • ปรีดีตกอยู่ในสถานการที่ยากลำบาก เพราะยากที่จะพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดังเช่นศพทั่วๆไป มันจึงเป็นสิ่งใหม่ นักกฎหมายเผชิญกับการที่ไม่อาจทำได้ตามขั้นตอนกฎหมาย  ปรีดีที่ถูกกล่าวหาจากขั้วตรงข้ามว่าล้มเจ้าไปแล้วนั้น จะรักษาสถาบันกษัติร์ ให้สืบสันตติวงซ์ ต่อไปได้อย่างไร
  • ขณะนั้นมีปัญหาสำคัญสองปัญหา หนึ่งคือคดีสวรรคต สองคือการสรรหาผู้ครองราชตามกฎหมาย ซึ่งถ้าปรีดีไม่ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์ และไม่อยากดำรงสถาบันกษัตริย์ไว้ มันคือช่วงที่ประจวบเหมาะอย่างยิ่ง 
  • แต่ปรีดีไม่ทำ และในเวลาต่อมา “ปรีดีฆ่าในหลวง” ก็เป็น Fake news ในตำนาน แห่งสยามประเทศ
  • ประกอบกับที่ปรีดีไม่สามารถตอบคำถามเรื่องสวรรคตได้แน่ชัด จึงเจอแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักและต้องลาออกไป
  • จนเมื่อมีคณะสอบสวนใหม่ คดีมีท่าทีคืบหน้า ก็เกิดการปฏิวัติ โดยสฤษ ธนะรัชต์ เกิดคณะสอบสวนกรณีสวรรคตใหม่ จนไปสู่การจับกุมเฉลียว ชิต บุศย์ ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตไปอย่างพิสดาร เป็นปรากฏการที่ Royalist  อย่างหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เลือกจะคลุมม่านบังมันไว้ ทั้งที่ท่านน่าจะรู้ดีที่สุด
  • แต่ผลแห่งการตัดสินใจของปรีดีนี้ ก็นำไปสู่การสร้างรัชสมัยแห่งสถาบันกษัตริย์ไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด – ปรดีเลือกทางออกที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ชาติเดินหน้าต่อไปได้ แม้มีราคาที่จ่ายคือตนไม่สามารถกลับมาในไทยได้เลย

8.Wisdom

  • ทำไมผู้มีอำนาจ จึงยังใช้อำนาจอย่างดื้อดึง ไม่ฟังเสียงคน ทั้งๆที่มีบทเรียนมานับไม่ถ้วน ทั้งที่ประวัติศาสตร์มีบทเรียนมานับไม่ถ้วน คำตอบคือ อาจเพราะความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ได้มีเหตุผลอะไร ทำตามใจและอารมณ์เป็นส่วนใหญ่
  • มหาวิกฤติใหญ่ที่มาถึงแล้วนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งบท ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ต่อไป

Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

รีวิวหนังสือล่าสุด

มนุษย์ซึมเศร้า กับเรื่องเล่าสีขาวดำ รีวิว หนังสือ
Memoir

รีวิวหนังสือ: มนุษย์ซึมเศร้ากับเรื่องเล่าสีขาวดำ

มนุษย์ซึมเศร้ากับเรื่องเล่าสีขาวดำ บอกเล่าความหม่นหมอง ซึมเศร้า เจ็บปวดได้อย่างกินใจ และบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านระหว่างการรักษาได้อย่างน่าสนใจ

One Up On Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท
Investing

รีวิวหนังสือ: เหนือกว่าวอลสตรีท (One Up on Wall Street)

หนังสือการลงทุนในหุ้น จากผู้จัดการกองทุนในตำนาน ที่จะมาสอนทัศนคติและวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างละเอียด ในแนวทางที่ทำให้มือสมัครเล่น “เหนือกว่าวอลสตรีท”

เศรษฐกิจโลก 1000 ปี
Social Science

รีวิวหนังสือ: เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี – เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจอนาคต

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน อย่างกระชับ ลื่นไหล ให้ภาพวงจรความรุ่งเรืองและร่วงโรยอย่างน่าสนใจ

บทความอื่นๆ

Solon's Warning คำเตือนของ โซลอน
Perspective

คำเตือนของโซลอน – Solon’s Warning

เมื่อพระเจ้าครีซัสผู้มั่งคั่งและทรงอำนาจที่สุดแห่งยุคตรัสถาม โซลอน ว่าเคยพบใครที่มีความสุขมากกว่าพระองค์หรือไม่ เขากลับตอบชื่อสามัญชนที่เสียชีวิตแล้วกลับมา!

COVID-19 and Hope
Perspective

อย่าหวาดกลัวโรคระบาด…จนขาดสติ

ในอดีต โรคระบาดเคยพรากชีวิตมนุษย์โลกไปจนเกือบสิ้น แต่ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวมันจนเกินไป เพราะมนุษย์ได้ “เอาชนะ” ภัยพิบัตินี้ มานับครั้งไม่ถ้วน

อยู่เป็น คือ อะไร ความหมาย
Perspective

“อยู่เป็น” คืออะไร? … จากใจคน “อยู่ไม่เป็น”

คำว่า “อยู่เป็น” คืออะไร หมายความว่าอะไร? จะต้องอยู่แบบไหน จึงจะเรียกว่า อยู่เป็น? แล้วคนที่ “อยู่ไม่เป็น” จะอยู่ได้ยังไงในโลกที่แสนจะ “อยู่ยาก” ใบนี้?