รีวิวหนังสือ: Educated

รีวิว Educated บันทึกศึกษา : หลักสูตรเร่ง Life
ผู้เขียน : Tara Westover
สำนักพิมพ์ : Random House Inc (US)
จำนวนหน้า : 352 หน้า
Genre : Memoir
ISBN : 0399590501
พิมพ์ครั้งแรก : 02/2018

Educated

9.5

เนื้อหา

9.0/10

การนำเสนอ

10.0/10

Pros

  • เนื้อหาที่ทรงพลัง
  • ผู้เขียนสามารถบรรยายความคิด ความรู้สึกผ่านตัวหนังสือ ได้อย่างลึกซึ้ง กินใจ น่าติดตามทุกตัวอักษร

Key Messages

 
  • ผู้เป็นบิดามารดาสามารถมีอิทธิพลต่อความคิดของสมาชิกในครอบครัวได้มากมาย ความต้องการมีครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ต้องการเป็นคนแปลกยากจากครอบครัว ฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ แม้ว่าครอบครัวนั้นจะแย่สักแค่ไหน
  • หากทางเลือกมีเพียงหนึ่ง คุณจะเลือกสิ่งใด  ระหว่างตัวตนความนึกคิด มุมมองต่อโลกภายนอก ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยการศึกษา (Transform by Education) โดยต้องทิ้งครอบครัว ทิ้งความสัมพันธ์กับบิดามารดาไป ด้วยความเชื่อที่ขัดกัน หรือ การกลับไปยังครอบครัวอีกครั้ง โดยเลือกทิ้งตัวตนของตนเองไป

Note : หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลไทยแล้วนะครับชื่อ บันทึกศึกษา : หลักสูตรเร่ง Life 

บันทึกศึกษา : หลักสูตรเร่ง Life

นี่คือหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของ Tara Westover เด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง ที่โตมากับวิถีชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม ในวัยเด็กเธอไม่ได้เรียนหนังสือ แต่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตอนอายุ 17 ปี ด้วยการอ่านหนังสือเรียนรู้ด้วยตัวเอง และสามารถเรียนต่อจนจบถึงระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัย Cambridge มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

หากแก่นเนื้อเรื่องมีเพียงเท่านี้ หนังสือเล่มนี้ก็คงไม่ได้คำชมจากคนดังๆทั่วโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากทั้ง Barack Obama , Bill Gates หรือ ติดอันดับหนังสือขายดีของ New York time และได้รับคะแนนรีวิวเป็นบวกอย่างล้นหลามจากสื่อทั่วโลก

นั่นก็เพราะ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จในการเรียนหนังสือของเด็กหญิงบ้านนอกคนหนึ่ง

แต่เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวผลกระทบของการศึกษา ที่มีอำนาจเปลี่ยนตัวตน เปลี่ยนสมอง เปลี่ยนมุมมอง และเปลี่ยนโลกของผู้เรียน (Transformation By Education) อันนำไปสู่ตัวตนใหม่ที่ได้รับการกล่อมเกลา

และเป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้ง ตั้งคำถามว่า หากตัวตนที่ได้รับการกล่อมเกลาอันนั้น ขัดแย้งกับตัวตนที่ถือกำเนิดมา ที่ได้รับการปลูกฝังมา และขัดแย้งกับครอบครัวที่ตนรัก

หากทางเลือกมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คนผู้นั้น จะเลือกอะไร? จะเลือกตัวตนใหม่ หรือ ครอบครัว?

Tara Westover Family
Tara Westover และครอบครัวของเธอ (Credit: www.dailymail.co.uk)

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของ Tara Westover  เด็กผู้หญิงคนเล็กในครอบครัวแถบ Idaho สหรัฐอเมริกา เธอมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน  เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีความเชื่อ และการใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง พ่อของเธอเชื่อมั่นศรัทธาศาสนาคริสต์นิกายมอรมอน (Mormon) เขาเชื่อในการดำเนินชีวิตที่ต้องเป็นไปตามครรลองคำสอนอย่างเคร่งครัด เขาเชื่อในสันสิ้นโลกที่ใกล้จะมาถึง จึงพาครอบครัวไปอาศัยอยู่ในบริเวณหุบเขา ให้หลีกเร้นจากผู้คน เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันนั้น โดยแม่ของเธอและลูกๆ จะช่วยทำงานเก็บตุนเสบียงอาหาร และช่วยพ่อเก็บตุนเชื้อเพลิงและอาวุธต่างๆ เพื่อว่าเมื่อวันสิ้นโลกนั้นมาถึง ครอบครัวของเธอจะเป็นผู้อยู่รอด ตามประสงค์ของพระเจ้า

นอกจากนั้นพ่อของเธอยังเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ เช่น ยาแผนปัจจุบันคือสารเคมีอันตรายที่กินไปแล้วจะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายไปตลอดชีวิต และปฏิเสธวิถีใดๆที่จะดำเนินชีวิตเยี่ยงประชาชนปกติ เพราะ เขาเชื่อว่ารัฐบาลโดนชักไยเบื้องหลังโดยกลุ่ม Illuminati ดังนั้นรัฐบาลต้องการล้างสมองประชาชน เพื่อที่กลุ่ม Illuminati จะได้ครองโลก  เช่น โรงเรียนคือความตั้งใจของรัฐบาลในการจะล้างสมองประชาชน  โรงพยาบาลซึ่งเป็นผลผลิตจากรัฐนั้น คือสถานทีที่ไม่จำเป็น และเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า การรักษาโรคนั้นใช้แค่ยาสมุนไพรและศรัทธาต่อพระเจ้าก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นไม่ว่าสมาชิกในครอบครัวเธอนั้นจะมีอุบัติเหตุรุนแรงแค่ไหน (รถคว่ำ ศีรษะกระแทกพื้นจากที่สูง ไฟคลอกตัว) พวกเขาก็จะได้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพรที่บ้าน เท่านั้น!

ซึ่ง Tara เองก็โตมาด้วยแนวคิดเช่นนี้ เธอเชื่อมันอย่างเคร่งครัด มีพ่อของเธอเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คอยปลูกฝังความคิดต่างๆให้เธอ เธอใช้เวลาช่วงฤดูร้อนในการช่วยแม่เก็บเสบียงอาหาร ทำยาสมุนไพร และช่วยพ่อเก็บเศษเหล็กช่วงฤดูหนาว ชีวิตของเธอนั้นอาจจะดูเรียบง่าย แต่เพราะความที่ครอบครัวเธอนั้นอนุรักษ์นิยมอย่างมาก มีพ่อและพี่ชายคนโตเป็นใหญ่ เธอจึงผ่านประสบการณ์ถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจต่างๆอย่างมาก โดยเฉพาะจากพี่ชายของเธอ (โดนด่าเป็นโสเภนี โดนชกต่อย โดนจับหัวกดโถส้วม โดนขู่ฆ่า) แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะความเป็น “ครอบครัว” นั่นเอง

จนด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกภายนอก เธอจึงได้เริ่มอ่านหนังสือเพื่อให้การศึกษาตัวเอง เธออ่านหนังสือศึกษาวิชาคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Brigham Young ได้ และด้วยความกระหายรู้ต่อโลกภายนอก มันก็ได้เปลี่ยนแปลงเธอ จนสามารถเรียนจบปริญญาเอกจาก Cambridge ในด้านประวัติศาสตร์มาได้

แต่การศึกษานั้นก็ทำให้ความเป็นเธอ ตัวตนของเธอ ไกลจากความเป็นครอบครัวของเธอ มากขึ้น ความคิดความอ่านต่างๆของเธอนั้นเปลี่ยนไป เป็นไปตามหลักการและเหตุผลมากขึ้น แต่ครอบครัวนั้นก็ยังคงสุดโต่ง และยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก ที่เธอต้องเลือกว่าจะเป็นตัวของเธอ หรือ จะยอมทิ้งมันไป เพื่อได้อยู่เป็นครอบครัว อีกครั้ง

Opinion

โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีพลัง แฝงแง่คิดต่างๆไว้มากและ Tara Westover เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยภาษาอันสวยงาม ลึกซึ้ง แต่เรียบง่าย ด้วยความที่เธอนั้นก็สามารถใช้ภาษาได้ดีอยู่แล้ว เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกถึงความสุข ความทุกข์ ความเศร้า ความขัดแย้งในจิตใจ ของตัวผู้เขียน รวมถึงความโหดร้าย ความสุดโต่ง ของพ่อและพี่ชายคนโตของเธอ ที่น่าสยดสยองและรังเกียจ ออกมาเป็นอารมณ์ร่วมถึงผู้อ่าน ที่อาจจะรู้สึกหงุดหงิดด้วยซ้ำ ว่าเธอทนมันไปได้ยังไง 
แต่ถึงแม้เธอจะผ่านอะไรเลวร้ายมามาก เธอก็ยังคงรักครอบครัวของเธอ แม้รู้ดีว่าพวกเขาจะแย่แค่ไหนก็ตาม (“It’s strange how you give the people you love so much power over you”)

นี่เป็นหนังสือที่ผมคงต้องแนะนำให้อ่านจริงๆครับ ซึ่งคงแนะนำฉบับภาษาอังกฤษต้นฉบับ เพื่ออรรถรสที่ดีกว่า จากฝีมือของนักเขียนเองครับ

เรื่องย่อ (มี Spoil)

Part 1

  • หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของ Tara Westover ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีมีอาศัยอยู่กับพ่อแม่ในบริเวณที่ห่างไกลความเจริญของรัฐ Idaho , ประเทศอเมริกา เธอเป็นลูกคนสุดท้อง และมีพี่ชายและพี่สาว 6คน (= รวมเธอด้วยก็เป็น 7 คน)
  • เดิมครอบครัวของ Tara จะเป็นครอบครัวที่ปลีกวิเวก พ่อของเธอซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวนั้นมีความเชื่อในศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน ซึ่งเขาเชื่อใน Days of Abomination คือวันหนึ่งโลกจะถึงกาลอวสาน แต่ครอบครัวของเธอจะอยู่รอดได้ต่อไป โดยการพยายามอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองมากที่สุด เก็บตุนเสบียงให้ได้มากที่สุด
  • พ่อของเธอนั้นสุดโต่งมาก เขายังมีความเชื่อว่าพวกรัฐบาลนั้นอยู่ในการแทรกแซงของกลุ่ม Illuminati เขาจึงพยายามทำสิ่งที่ขัดต่อกฏหมาย เช่น ไม่แจ้งเกิดลูกของเขา (Tara มีใบสูติบัตรตอนอายุ 10 ปี) ไม่ให้ลูกไปโรงเรียน ไม่รับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ใช้โทรศัพท์เพราะกลัวถูกดักฟัง เป็นต้น
  • แม่ของTara นั้นเป็นนักสมุนไพร ที่ภายหลังโดนบังคับไปฝึกวิชาผดุงครรภ์ (เถื่อน) เพื่อที่ว่าในอนาคตสามารถทำคลอดหลานได้เอง โดยไม่พึ่งรัฐบาล
  • แต่เดิม พ่อของ Tara ไม่ได้สุดโต่งขนาดนี้ เขาเป็นเพียงเด็กบ้านนอกรักอิสระคนหนึ่ง แต่เขาเริ่มพัฒนาอาการ Bipolar มากขึ้นเรื่อยๆ จนมีความคิดและการกระทำสุดโต่ง
  • วันหนึ่งระหว่างที่Tara และพ่อแม่ของเธอกำลังขับรถกลับนั้น พี่ชายซึ่งเป็นคนขับหลับใน รถชนอย่างรุนแรง แม่เธอที่นั่งอยู่ข้างหน้า กระเด็นออกจากรถ ได้รับบาดเจ็บสาหัส รอบดวงตาทั้งสองข้างบวมฟกช้ำ (ซึ่งเธอมารู้ภายหลังว่าคืออาการแสดงของภาวะฐานกระโหลกแตก) พ่อเธอลังเลอยู่ครู่ใหญ่ว่าจะเรียกรถพยาบาลดีไหม แต่ก็ไม่ทำ นำแม้ของเธอกลับบ้านไปรักษาตัวเอง
  • แม่ของเธอต้องประสบกับอาการปวดหัวเรื้อรัง ไม่สามารถถามตอบได้คล่องเหมือนเดิม และไม่สามารถเป็นหมอตำแยเถื่อนต่อไปได้อีก เธอจึงผันตัวมาทำแพทย์ทางเลือก คิเนซิโอโลยีประยุกต์(Applied Kinesiology)
  • ลูกๆทุกคนในครอบครัวของเธอ จะต้องช่วยพ่อทำงาน งานที่ว่าคือสร้างโรงเก็บฟาง และมีงานเก็บหาเศษเหล็กจากกองขยะ เพื่อนำมาขายต่อ เป็นงานเสริม
  • Tara มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ Tyler ซึ่งเป็นคนพูดติดอ่าง ทำให้ตัวเขาค่อนข้างพูดน้อย ชอบเก็บตัวอ่านหนังสือเงียบๆ หรือฟังเพลงคนเดียว โดย Tyler เป็นคนแรกในครอบครัวที่รวบรวมความกล้า และออกไปเรียนหนังสือ โดยขัดกับความต้องการของพ่อของเขา แรกๆ Tara โกรธมาก เพราะไม่เข้าใจว่าพี่ชายของเธอจะไปให้รัฐบาลล้างสมองทำไม
  • เมื่อ Tyler หนีไปเรียน พ่อของเธอจึงไม่มีลูกมือพอจะทำงานก่อสร้างได้ จึงต้องกลับไปหาเศษเหล็กมาขายเป็นอาชีพหลัก ซึ่ง Tara ก็ต้องไปช่วยงานมากขึ้น ในช่วงนี้ความคิดที่พี่ชายเธอไปเรียน ก่อตัวในสมองเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอก็รู้สึกอยากเรียนมากขึ้น เป็นการเลียนแบบพี่ชายที่ทิ้งเธอไป เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงกับการพยายามอ่านทำความเข้าใจ Book Of Mormon, New Testament , Old Testament และหนังสือเกี่ยวกับหนังสือศาสนาหลายๆเล่มี่พ่อเธอเป็นเจ้าของ เธอบอกว่าเมื่อมองย้อนไปแล้ว นี่คือทักษะสำคัญในการเรียนที่เธอเรีนยรู้เอง คือการพยายามศึกษาสิ่งที่ยากซับซ้อน ได้จนสำเร็จด้วยตัวเอง
  • จนวันหนึ่ง เธอก็ไปช่วยพ่อหาเศษเหล็กตามปกติ แต่เธอประสบอุบัติเหตุตกลงไปในกองเศษเล็ก และโดนแท่งเหล็กแทงทะลุที่ขา เธอใช้เวลาตะโกนเรียกร้องหาความช่วยเหลือ แต่ไม่เป็นผล จนพ่อเธอมาพบทีหลัง พร้อมถามว่า ทำอีท่าไหนจึงเป็นแบบนี้ โดยน้ำเสียงที่ผิดหวัง , พ่อของเธอก็ให้เธอกลับไปรักษาต่อโดยสมุนไพรกับแม่ที่บ้าน
  • เหตุการณ์ที่เกิดนี้ จึงเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้เธอตัดสินใจไปลงเรียนหนังสือ
  • วันสิ้นโลก “Day of abomination” ที่พ่อของเธอเตรียมตัวพบอยู่นั้น ก็คือวันขึ้นปีใหม่ Y2K พ่อของเธอเชื่ออย่างนักแน่นว่าผ่านวันนี้ไปโลกมนุษย์สมับใหม่จะถึงกาลอวสาน ไฟฟ้าจะดับ จะไม่มีน้ำมันให้ใช้ ข่าวสารทุกอย่างจะถูกตัดขาด โลกจะกลับไปยุคก่อนที่มีไฟฟ้าใช้ และครอบครัวของเธอจะเป็นผู้อยู่รอดเดียวหลังจากนั้น
  • ซึ่งแน่นอนว่า  มันก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
  • วัยเด็กของ Tara นอกจากจะผ่านช่วงการเลี้ยงดูแบบตามมีตามเกิดของพ่อแม่เธอแล้วนั้น เธอยังถูก Physically abuse ด้วยพี่ชายคนหนึ่งของเธอที่ชื่อ Shawn หลายต่อหลายครั้ง เธอเคยโดนทั้งจิกผม บีบคอ จับศีรษะกดน้ำในชักโครก ความสัมพันธ์ของ Tara กับ Shawn เป็นไปอย่างอีหลักอีเหลื่อ ในแง่หนึ่งเขาก็เป็นพี่ชายที่คอยปกป้องเธอ ในแง่หนึ่งเธอก็เกลียดพี่ชายคนนี้อย่างมาก ซึ่งลึกๆแล้วเธอก็คอยสะกดตัวเองว่า เขายังเป็นพี่ชายที่ดีคนหนึ่ง
  • แต่ความรู้สึกกลับมาสะท้อนให้เห็นจริงขึ้น เมื่อได้ข่าว Shawn ตกจากรถForklift เธอไม่รู้สึกยินดียินร้ายใดๆมาก และกลัวว่าหากเขาตาย เธอจะรู้สึกดีใจ
  • คนที่ทำให้หันมาเรียนรู้อย่างจริงจังก็คือ Tyler , พี่ชายเธออีกคนที่หนีออกจากบ้านไปเรียนต่อวิศวเครื่องกล วันหนึ่ง Tyler กลับมาเห็นShawn ทำร้าย Tara พอดี ทำให้เขาพยายามชักชวนเธอให้ออกมาจากบ้านหลังนี้ ให้ออกไปพบเจอกับโลกภายนอกที่ดีกว่า เขาแนะนำให้เธอสอบเข้ามหาลัย โดยบอกว่าก่อนหน้านี้เธอ HomeSchool มาก่อน
  • Tara เชื่อในคำแนะนำข้อนี้ เธอจึงเริ่มศึกษาวิชาเลขอย่างจริงจัง โดยการขับรถไปกลับกว่า 100 กิโลเมตร เพื่อไปซื้อตำราเตรียมสอบ ในชณะนั้นเธออายุ 15 ปี ซึ่งไม่รู้จักเครื่องหมายบวกลบคุณหารเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยความพยายาม เธอก็ศึกษาตำราอย่างเอาเป็นเอาตาย จนมาเจอกับ Trigonometry
  • ความพยายามทั้งหลาย ไม่สามาาำทำให้เธอเอาชนะ Trigonometry ได้ เธอเล่าว่าเธอเคยขอแให้แม่ช่วยแก้โจทข้อหนึ่ง ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่สามชม. แต่ก็พบว่าคำตอบนั้นผิด เธอจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจาก Tyler เธอศึกษา Trigonometry อยู่หลายเดือน จนวันหนึ่งที่เธอสามารถเข้าใจมันได้อย่างน่าอัศจรรย์
  • เธอใช้เวลาหกโมงเช้าในแต่ละวัน ในการอ่านหนังสือวิชาต่างๆเพื่อเตรียมสอบ หลังจากนั้นจึงต้องช่วยครอบรครัวทำงานเก็บเศษเหล็กต่อไป
  • เธอเล่าถึงเหตุการครั้งหนึ่ง ที่พ่อของเธอซื้อเครื่องตัดเหล็กใหญ่ ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะจะต้องมีคนยกเหล็กแท่งใหญ่ๆ ไปใส่ไว้ในเครื่อง และมีอุบัติเหตุได้สูงมาก แต่พ่อเธอก็ยังบังคับให้เธอทำ เพียงแค่ต้องการเอาชนะเธอ ให้รู้ว่าใครเป็นใหญ่ในบ้าน ให้รู้ว่าใครที่เธอต้องเชื่อฟัง
  • Tara สอบครั้งแรกในชีวิตของเธอตอนเธออายุ 16 ปี ซึ่งเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำข้อสอบยังไง วงกลมตรงกระดาษคำตอบก็ทำยังไงกับมัน แต่เธอสอบตกในการสอบครั้งแรก
  • แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่เข้ากับที่บ้านอีกต่อไป คือมีวันหนึ่งที่พี่ชาย Shawn ขับมอเตอไซกลับไปบ้าน โดยมีเธอขับรถตามไปทีหลัง Shawn ขับรถมอเตอไซหักหลบรถคันข้างหน้าและพลัดล้มไประหว่างทาง สลบ และเธอเห็นสมองออกมาจากรอยแผลเก่าของ Shawn ที่ผ่าตัดกะโหลกไปครั้งที่แล้ว เธอทำอะไรไม่ถูก จึงโทรถามพ่อเธอ พ่อบอกว่าให้เอา Shawn กลับมาเจอแม่ที่บ้าน เพื่อให้ได้รับการรักษา เธอจึงรีบเอาตัว Shawn ขึ้นรถ แต่ระหว่างทางนั้น เธอกลับเปลี่ยนใจ เพราะเธอรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
  • ผลปรากฏว่า Shawn ไม่เป็นอะไรมากนัก แต่พ่อของเธอมองเธอแบบแปลกไปเลย เธอรู้สึกไม่เข้าพวก รู้สึกไม่สามารถกลับไปได้แล้ว รู้สึกเป็นหมาป่าในฝูงแกะ
  • อายุ 17 เธอสอบได้ และย้ายเข้าสู่มหาลัย brigham young university

Part 2

  • ชีวิตในมหาลัยของTara เป็นไปอย่างยากลำบาก เธอแทบจะไม่มีเพื่อน เข้ากับใครไม่ได้ เพราะด้วยพื้นเพการเลี้ยงดูที่แตกต่างกับคนอื่นๆอย่างมาก แม้เธอจะมาเรียนมหาลัย แต่เธอก็ยังทำคำสอนของที่บ้านเธออย่างเคร่งครัด  เธอไม่สนใจความสกปรก อาบน้ำสัปดาห์ละครั้ง ไม่ทำอะไรที่เป็นการทำงานในวัน Sabbath ในเรื่องเรียนนั้นเธอแทบไม่มีครวามรู้รอบตัวเลย เธอไม่รู้จัก Holocaust ไม่รู้จักบุคคลสำคัญต่างๆของประเทศตัวเอง
  • Tara ต้องได้ผลการศึกษาที่ดีเยี่ยม Near perfect GPA จึงจะได้ทุนการศึกษาต่อ ซึ่งจำเป็นอย่างมากเพราะเธอแทบไม่มีเงินเลย จึงต้องทั้งทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตื่นทำงานเป็นภารโรงตั้งแต่ตี4 และอ่านหนังสือดึกๆดื่นๆ ทุกคืน
  • เธอยังกลับไปบ้านบ้างช่วงปิดเทอม ซึ่งเธอพบว่ามันไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักเท่าใด เธอกลับไปเธอก็ยังคงต้องทำงานเก็บเศษเหล็ก งานก่อสร้าง และต้องเจอกับพี่ชาย Shawn ที่ยังคงความรุนแรงกับเธอเหมือนๆเดิม
  • เธอยังโดนเขาทำร้ายร่างกายเวลาที่เธอทำอะไรขัดใจ หรือดูไม่เชื่อฟังเขา ยังโดนลากผมไปหมกส้วม แน่นอนเธอเชื่อว่าพี่ชายของเธอไม่ได้ตั้งใจเช่นเดิม แต่ลึกๆแล้วเธอก็เริ่มสงสัยมันทีละนิดทีละนิด เพราะหน้าตาเวลาเขาทำเช่นนั้น มันช่างดูพึงพอใจเหลือเกิน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่ชายนั้นค่อนข้างประหลาด เธอเกลียดพี่ชายเธอ แต่พี่ชายเธอก็มีอิทธิพลกับตัวตนและความคิดของเธออย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะเธอเองก็รักเขานั่นเอง
  • การเงินของTaraเป็นไปอย่างขัดสน วันหนึ่งเธอปวดฟันมาก แต่ไม่มีเงินที่จะไปถอนฟัน  Bishop ที่โบสถ์ที่เธอไปทุกสัปดาห์ เสนอจะให้ทุนการศึกษาแก่เธอ แต่เธอปฏิเสธ เพราะเชื่อว่าGovernmentนั้นถูกควบคุมอยู่โดยกลุ่ม Illminati ถ้าเธอรับเงินมาจากพวกนั้น เธอจะปล่อยให้รัฐบาลมาควบคุมเธอได้
  • เธอขอเงินแม่เพื่อมาเป็นค่าเรียน และค่าเช่าห้อง แต่ก็ต้องแลกกับการกลับไปทำงานในเก็บเศษเหล็กกับที่บ้านในช่วงปิดเทอม เธอปฏิเสธ เธอจึงยิ่งต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ร่วมกับเรียนหนังสือไปด้วย และขายของทุกอย่างเท่าที่เธอจะขายได้ แต่นั่นก็ยังไม่พอ
  • จนในที่สุดเธอก็ขอทุนการศึกษามา และได้มากกว่าที่เธอต้องการ เธอพบทันทีว่า เงินนั้นยังทำให้เธอมีเวลาไปคิดเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องหาเงินได้
  • เธอเรียนได้ดีขึ้น สามารถเรียนสิ่งที่เธอสนใจได้มากขึ้น วันหนึ่งเธอเรียนวิชาจิตวิทยาและพบกับคำว่า Bipolar disorder ซึ่งนั่นก็ค่อนข้างตรงกับลักษณะพ่อของเธอ
  • นอกจากนี้เธอยังได้เรียนรู้กับเรื่องของ Ruby Ridge , เดิมนั้นเธอได้ยินเรื่องเล่านี้จากพ่อ ว่าเป็นกลุ่มครอบครัวของคนที่ไม่ยอมทำตามความต้อบการของรัฐบาล พวกเขาไม่ส่งจ่ายภาษี ไม่ส่งลูกไปโรงเรียน ทางรัฐบาลจึงส่งคนมายิงทิ้งทั้งพ่อแม่พี่น้องและลูกๆ นั่นทำให้พ่อของเธอจึงต้องตัดการติดต่อกับโลกภายนอก และทำให้เธอเป็นดังทุกวันนี้
  • แต่ในความเป็นจริง Ruby Ridge คือสมาชิกกลุ่ม White Supremacy และเป็นคนคอยจัดหาอาวุธเถื่อน ลูกและภรรยาถูกยิงจริง แต่เขาและลูกอีกคนยังคงยู่รอด และได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล
  • อย่างไรก็ตามเธอเองก็ไม่เชื่อว่าพ่อของเธอโกหก เพราะทั้งสีหน้า คำพูดต่างๆนั้นเสมือนจริงมาก เธอจึงคิดว่าพ่อของเธอนั้นเป็นอาการของจิตเภท(schizophrenia) และ พ่อเธออาจอ่านข่าวแล้วคิดหลงผิดไปเอง กลายเป็นว่าเรื่องของคนอื่น กลายเป็นเรื่องตัวเขาไปเสียเอง
  • เธอเข้าใจดีว่ามันเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากเป็น แต่เธอรู้สึกโกรธอย่างมาก เพราะมันทำให้คนรอบข้างพ่อเธอ ทั้งแม่ และลูกๆ ต่างบาดเจ็บทางกายและจิตใจมานับต่อนับ จากความบ้าบิ่นและหลงผิดของพ่อเธอ
  • เธอกลับบ้านไป และเป็นครั้งแรกที่เธอต่อล้อต่อเถียงกับพ่อของเธอ
  • มีช่วงหนึ่งที่เธอเรียนอยู่ พ่อของเธอเกิดอุบัติเหตุ Tank น้ำมันระเบิด และลวกหน้าและมือของเขา เป็น 3rd degree burn และสูดสำลักควันเข้าไปมหาศาล จนหายใจอย่างอ่อนล้าและแทบไม่มีแรงพูด แม่ของเธอนั้นจะมาพ่อไปรพ. แต่พ่อของเธอปฏิเสธ เขายอมตายที่บ้าน มากกว่าที่จะไปเจอหมอ
  • พ่อของเธอจึงอยู่รักษาตัวที่บ้าน ด้วยยาสมุนไพรต่างๆ และการทำแผลโดยแม่ของเธอ อาการ ณ ตอนนั้นรุนแรงมาก เขาหายใจอย่างโรยริน จนใครหลายๆคนคิดว่าเขาคงมีชีวิตต่อไม่ได้ในอีก 2-3 วันนี้
  • Tara ก็กลับไปดูแลพ่อของเธอ ลึกๆนั้นเธอรู้ดีกว่าพ่อและเธอนั้นอยู่ในconflict ที่ไม่มีวันจบสิ้น เธอคิกว่าเธอเคยชินกับมันแล้ว แต่เปล่าเลย ลึกๆแล้วเธอรอเวลานี้ รอเวลาที่มันจะจบสิ้นเสียที
  • พ่อของเธอนอนป่วยอยู่บนเตียงถึงสองเดือน มือของเขาผิดรูปร่าง ปากของเขาผิดรูป และแทบไม่มีเสียงพูด แต่เมื่อเวลาผ่านไปหกเดือน อาการเขาก็เริ่มดีขึ้น จนกลับมาเดินเองได้ ข่าวเรื่องปาฏิหาริย์นี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วเขตที่อยู่ของเธอ สูตรยาต่างๆของแม่เธอนั้นขายดีอย่างมาก ลูกมือของแม่เธอจากที่เป็นแค่ลูกจ้าง ก็หันมาทำงานให้แม่เธออย่างศรัทธา ผู้คนรอบข้าง ต่างยกย่องแม่และพ่อเธอราวกับผู้วิเศษ 
  • Tara ตัดสินใจเรียนต่อด้านประวัติศาสตร์และการเมือง อาจารย์ที่มหาลัยชักชวนให้เธอลองสมัครเรียนที่ Cambridge เพื่อ Test ศักยภาพของเธอ โดยความช่วยเหลือเธอึงได้ไปเรียนช่วงสั้นๆที่นั่น  supervisor ที่ดูแลเธอ และรับงานเขียนของเธอนั้น บอกว่าเธอเขียนบทความที่เยี่ยมยอดที่สุดที่เขาเคยอ่านมาในชีวิต
  • อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกเธอไม่เหมาะกับ Cambridge เลย เพราะที่นี่ทำให้เธอรู้สึก relief อย่างมากกับความรุนแรงและการถูก degrade ในช่วงชีวิตของเธอ มันทำให้รู้สึกว่าโลกตอนนี้fantasy เกินไปเทียบกับที่เคยเจอมา และดูไม่น่าเป็นไปได้ เธอเกิดมาอย่างยากจน ไม่ได้เกิดมาอย่างคนมีฐานะได้มาเรียนในCambridge แต่อาจารย์ของเธอก็ยืนยันว่ามันไม่เกี่ยวเลยว่าภายนอกเจอจะเป็น
  • Tara ตัดสินใจเรียนต่อที่ Cambridge โดยขอทุนผ่าน Gates Cambridge Scholarship
  •  

Part 3

  • Tara นั้นยังคงไม่สามารถสลัดความคิดเก่าๆที่เธอโดนปลูกฝังมาได้เต็มที่นัก แต่ด้วยความรู้ใหม่ๆ แนวความคิดใหม่ๆ ทำให้เธอได้มุมมองมากขึ้น และเป็นอิสระจากกรอบความคิดเดิมที่ขังเธอไว้ มากขึ้น
  • วันหนึ่งพี่สาวของเธอ Email มาขอโทษว่า หลายๆปีก่อน เธอควรจะหยุดยั้ง Shawn ไม่ให้ทำร้ายร่างกายและจิตใจเธออย่างนี้ เธอเคยบอกแม่ไปแล้ว แต่แม่กลับไม่เชื่อ
  • ลึกๆนั้น Tara ก็หวาดกลัว ว่าหากบอกไปแล้วจะเกิดสิ่งที่เธอไม่อยากให้เกิด คือรู้ว่าทั้งพ่อและแม่รู้อยู่ก่อนแล้วว่า Shawn ทำร้ายร่างกายเธอ แต่เลือกที่จะไม่ช่วย
  • หลังจากนั้นแม่เธอก็ส่งข้อความมาขอโทษเธอ แม่ของเธอเลือกที่จะไม่ช่วยเธอ เพราะ Shawn บอกว่า Tara เป็นคนหาเรื่องก่อน และเธอต้องการจะเชื่อมันเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกของ Shawn
  • แม่ของเธอถามกลับว่า ทำไมเธอถึงไม่บอกแม่เธอให้เร็วกว่านี้ เธอตอบกลับไปว่าเพราะแม่นั้นดูไม่มีอำนาจใดๆ และถูกพ่อ Bully มามากพอแล้ว บอกแม่ไปจึงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น
  • แม่ของเธอขอโทษ ว่าควรจะปกป้องเธอมากกว่านี้ ซึ่ง ณ วินาทีนี้เองทำให้ Tara รู้สึกว่าก่อนหน้าที่เธอไม่ได้เป็นแม่ที่แท้จริงของเธอ แต่คำพูดนี้ ทำให้เธอได้มีแม่ที่แท้จริงแล้ว
  • Tara ตัดสินใจบอกเรื่องนี้พ่อของเธอ ที่ว่า Shawn ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายเธอ และ Audrey แต่พ่อของเธอนั่นไม่เชื่อ และขอหลักฐาน
    • พ่อของเธอนั้นคืดว่า Tara ต้องการเห็นshawn เข้าคุก และเห็นครอบครัวแตกหัก Tara บอกว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เธอแค่ต้องการให้มีการแก้ไขที่ดีขึ้น แต่นั่นก็ไม่เป็นผล เธอหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่ แต่แม่ก็ไม่ช่วยเหลืออะไรใดๆเธอเลย ณ วินาทีนั้น เธอรู้แล้วว่าแม่โกหกเธอมาตลอด
    • พ่อของ Tara โทรไปหา Shawn และเล่าเรื่องที่Tara พูดให้ฟัง Shawn มาหาที่บ้าน พร้อมกับยื่นมีดสั้นเปื้อนเลือดให้เธอ และขู่ให้ Tara เอามีดนี้ไปจัดการตัวเอง
    • Tara รู้ทีหลังว่าหลังจากพ่อโทรหา Shawn , Shawn ก็เอามีดนี้ปาดคอสุนัขตัวโปรดของลูกชายเขา ต่อหน้าลูกชาย ซึ่งเขาทำไปด้วยความโกรธนั่นเอง
    • ภายหลัง Shawn ยังโทรและส่งข้อความขู่ฆ่า Tara อีกนับไม่ถ้วน เธอบอกเรื่งองนี้ให้แม่ แต่แม่ก็บอกว่า Shawn ไม่ได้ตั้งใจ
    • น้องสาวเธอที่ขอให้เธอช่วย ภายหลังก็หักหลังเธอ โดยบอกพ่อว่า Tara เป็นตัวการที่ทำให้ Audrey พูดเช่นนี้ และบอกว่า Tara เป็นตัวอันตราย
    • ณ วินาทีที่Tara โดนน้องสาวหักหลัง เธอก็รู้สึกสูญเสียครอบครัวไป
  • เธอจึงเกิด Mental Breakdown และตั้งคำถามว่ามันคุ้มใหม ที่เธอสุญเสียครอบครัวไป แลกกับการศึกษาและการได้ออกมาเปิดโลก เธอเริ่มสับสนว่าอะไรจริงไม่จริง เธอสับสนว่าความจำเธอนั้นจริงแท้แค่ไหน
  • 4 ปีหลังจากเหตุการณ์นั้น เธอกลับมาเรียนที่ Harvard ระยะสั้นๆ ซึ่งพ่อแม่ของเธอก็ทักมาว่าจะกลับมาเจอเธอ พวกเขาต้องการมา Save เธอ ด้วยการมาไถ่บาปเธอ เพราะพวกเขาคิดว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเพราะเธอถูกอิทธพลของซาตานครอบงำอยู่ แรกเริ่มนั้นเธอวางแผนจะยอมรับข้อเสนอนี้ เพื่อให้เรื่องมันจบๆไป ยอมลดความคิดที่เป็นตัวของเธอให้กับครอบครัว เพื่อให้มองหน้ากันติดอีกครั้ง
  • แต่เมื่อถึงเวลา เธอกลับปฏิเสธ เธอไม่สามารถแลกเปลี่ยน reality ของเธอให้กับ reality ของพ่อเธอได้ เธอไม่สามารถยอมให้สิ่งที่เธอได้เรียนร้มาสิ่งที่เธอได้มีประสบการมาหลายๆปี เพื่อแลกกับการยอมไปตกอยู่ในความคิดของพ่อเธอได้ เธอไม่สามารถ Lose custody of her own mind ไม่สามารถ “Sacrifice my family to my education”
  • แต่สุดท้าย Tara ก็ลองกลับไปที่บ้านอีกครั้ง เผื่อว่าจะยอมรับข้อเสนอนี้ มันอาจจะยังไม่สายเกินไป แต่เมื่อถึงบ้านเธอกลับเจอข้อความที่แม่ของเธอเขียนเอง และส่งให้คนอื่นๆ ว่าลูกสาวเธอแลกวิญญาณไปให้กับความกลัว และเป็นตัวอันตรายต่อครอบครัวนี้ ณ วินาทีนั้นเธอรู้แล้วว่า มันสายเกินไป มันไม่เหลืออะไรให้เธอกลับมาแล้ว
  • Tara จบ PhD ตอนอายุ 27 ปี และ เธอไม่เคยกลับบ้านเพื่อเจอครอบครัวเดิม ได้อีกเลย

Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

รีวิวหนังสือล่าสุด

One Up On Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท
Investing

รีวิวหนังสือ: เหนือกว่าวอลสตรีท (One Up on Wall Street)

หนังสือการลงทุนในหุ้น จากผู้จัดการกองทุนในตำนาน ที่จะมาสอนทัศนคติและวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างละเอียด ในแนวทางที่ทำให้มือสมัครเล่น “เหนือกว่าวอลสตรีท”

เศรษฐกิจโลก 1000 ปี
Social Science

รีวิวหนังสือ: เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี – เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจอนาคต

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน อย่างกระชับ ลื่นไหล ให้ภาพวงจรความรุ่งเรืองและร่วงโรยอย่างน่าสนใจ

กาลครั้งหนึ่งใน "จีนยุคใหม่" - Once Upon A Time in New China
Investing

รีวิวหนังสือ: กาลครั้งหนึ่งใน “จีนยุคใหม่” – Once Upon A Time in New China

เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดของการใช้ข้อมูลและ AI ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนใน “จีนยุคใหม่” ไปอย่างไร หนังสือผ่านมุมมองคนไทย เล่มนี้ จะช่วยเราเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ

บทความอื่นๆ

Solon's Warning คำเตือนของ โซลอน
Perspective

คำเตือนของโซลอน – Solon’s Warning

เมื่อพระเจ้าครีซัสผู้มั่งคั่งและทรงอำนาจที่สุดแห่งยุคตรัสถาม โซลอน ว่าเคยพบใครที่มีความสุขมากกว่าพระองค์หรือไม่ เขากลับตอบชื่อสามัญชนที่เสียชีวิตแล้วกลับมา!

COVID-19 and Hope
Perspective

อย่าหวาดกลัวโรคระบาด…จนขาดสติ

ในอดีต โรคระบาดเคยพรากชีวิตมนุษย์โลกไปจนเกือบสิ้น แต่ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวมันจนเกินไป เพราะมนุษย์ได้ “เอาชนะ” ภัยพิบัตินี้ มานับครั้งไม่ถ้วน

อยู่เป็น คือ อะไร ความหมาย
Perspective

“อยู่เป็น” คืออะไร? … จากใจคน “อยู่ไม่เป็น”

คำว่า “อยู่เป็น” คืออะไร หมายความว่าอะไร? จะต้องอยู่แบบไหน จึงจะเรียกว่า อยู่เป็น? แล้วคนที่ “อยู่ไม่เป็น” จะอยู่ได้ยังไงในโลกที่แสนจะ “อยู่ยาก” ใบนี้?