ในโลกของคนอยู่เป็น

อยู่เป็น

ต้องใช้เวลาหลายล้านปี กว่าลิงชนิดหนึ่ง จะพัฒนามาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาที่มีชื่อว่า Homo Sapiens

บททดสอบจากสิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งมีชีวิตนี้ ที่แม้จะไม่ได้มีกำลังมากเท่าใดนัก สามารถที่จะดำรงและขยายเผ่าพันธ์ได้นับไม่ถ้วน ด้วยสติปัญญาและระบบวิธีคิดที่เหนือล้ำกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ

ธรรมชาติสรรค์สร้างให้สิ่งมีชีวิตชนิดนี้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มันจึงมีพัฒนาการทักษะการสื่อสารอันล้ำเลิศ และพัฒนาระบบการคิดทำงานเป็นหมู่คณะที่ลึกซึ้ง จนทำให้สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ดูมีพิษสงมากมายใดๆ สามารถมีพลังอำนาจเหลือคณา เมื่อได้ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน

และจากข้อได้เปรียบต่างๆนี้เอง มันจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้ยึดครองโลกใบนี้

จากเดิมที่ธรรมชาติจะค่อยๆคัดเลือกสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อๆไป ค่อยๆคัดผู้อ่อนแอและผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ออกไป เหลือไว้แต่ผู้แข็งแกร่งและปรับตัวได้ ตามหลัก “Natural Selection” ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี 

แต่ไม่ใช่กับมนุษย์ มนุษย์ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดจากทางธรรมชาตินี้ไป และ สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด มนุษย์นั้นไม่ต้องทำตาม Natural Selection ก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างง่ายดาย

โลกมนุษย์พัฒนามาถึงที่จุดเราสามารถเดินทางไปจุดใดต่างๆก็ได้ในโลก ภายในเวลาไม่กี่วัน สามารถสื่อสารติดต่อกับใครก็ได้ในโลก ทั้งข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาไม่ว่าจากที่ใดก็สามารถแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาถึงจุดที่สามารถผลิตและเก็บรักษาอาหารได้มากมาย จนยากที่จะเสียชีวิตด้วยการอดตาย พัฒนายาต่างๆที่สามารถต่อสู้กับโรคติดเชื้อและโรคอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากเดิมที่มนุษย์ต้องอยู่เป็นกลุ่ม เป็นฝูง และต้องมีการปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเพื่อเอาตัวรอด ด้วยความเจริญต่างๆนั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวคนเดียว หรืออยู่กันเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นๆมากนัก

จะเห็นได้ว่าเพียงไม่กี่พันปี สัตว์สายพันธ์หนึ่งสามารถพัฒนาตัวมันเองได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งแม้ดูเหมือนมันจะ”ปรับตัว”ใช้ชีวิตกับสื่งที่มันสร้างขึ้นมาได้ 

แต่ลึกๆแล้ว สิ่งที่ธรรมชาติสรรสร้างมาในตัวของมัน ซึ่งก็คือวิธีคิด สันดาน สัณชาติญาณ ของมันนั้น ก็ไม่ได้พัฒนาตามความก้าวหน้าต่างๆนั้นด้วย เพราะเวลาที่ผ่านไปนั้นมันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน 

หาก Natural selection ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมนั้นๆได้อย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี แล้วมนุษย์ที่พึ่งจะมีพัฒนาการก้าวกระโดดต่างๆเพียงแค่พันกว่าปี จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่มันสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 

เดิมสิ่งที่ธรรมชาติสรรสร้างออกแบบมานั้น มนุษย์อยู่รอดด้วยการเป็น Hunter-Gatherer เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอไม่สามารถเอาตัวรอดลำพังในธรรมชาติ แต่สามารถเอาตัวรอดได้อย่างดีเมื่ออยู่กันเป็นกลุ่ม โดยอาศัยทักษะการสื่อสารแบบลึกซึ้ง  เป็นสัตว์ที่ต้องการการยอมรับในกลุ่มอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงการรอดชีวิต เป็นสัตว์ที่มีลำดับขั้นในกลุ่ม เป็นสัตว์ที่มีเป้าหมายในชีวิตที่ไม่ได้ต่างจากสัตว์ตัวใดๆ นั่นคือ เอาตัวรอด และสืบพันธ์

ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมาว่า สิ่งมีชีวิตนี้จะต้องปรับตัวและเอาตัวรอดอย่างไร ในสภาพแวดล้อมที่มันสร้างขึ้นมาเอง มันควรจะปรับตัวอย่างไรหากมันเกิดมาในโลกที่มีกฏเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างซับซ้อน ปรับตัวอย่างไรในโลกที่ผู้คนต่างมีแนวโน้มจะแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ปรับตัวอย่างไรในสภาพสังคมที่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าการเป็นแค่สมาชิกหนึ่งในฝูง 

ปรับตัวอย่างไรหากปัจจัยสี่ต่างๆได้รับการตอบสนองหมดแล้ว หากการสืบดำรงเชื้อสายได้รับการสนองแล้ว มันจะมีเหตุผลใดเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อ? 

จะปรับตัวอย่างไรเมื่อมันต้องมีตัวตนใน Social Network Site ปรับตัวอย่างใดเมื่อมันต้องคอยสนว่าจะมีคนกด like หรืออ่าน status ของมันมากน้อยแค่ไหน ปรับตัวอย่างไรเมื่อมันพบเจอผู้คนที่ดี เก่ง ประสบความสำเร็จมากกว่ามันอย่างมากมายในโลกจำลอง ปรับตัวอย่างไรเมื่อมันพบเจอกับคนที่มีอำนาจ สินทรัพย์ ความน่าดึงดูดกว่ามันในทุกๆวัน 

ปรับตัวอย่างไรในคุณค่าคุณธรรม ความดี ศีลธรรม ความอยุติธรรม ความชั่ว อัตลักษณ์ ที่มันโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากมนุษย์จะมีพฤติกรรมและความที่ดูไม่ “Make sense” มากขึ้น เช่น ซึมเศร้า ทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตาย  เมื่อมันต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทางพันธุกรรมของมันไม่ได้คุ้นชินใดๆ สิ่งแวดลอมที่ธรรมชาติไม่ได้ใช้เวลาหลายแสนล้านปีออกแบบมาให้มันอยู่

จึงไม่น่าแปลกใจหากมนุษย์จะมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองมากขึ้น มีความโศกเศร้ามากขึ้น แม้มันจะเป็นเรื่องที่ขัดกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา ที่สิ่งมีชีวิตนั้นจะต้องอยู่รอดให้ได้นานที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่แม้มนุษย์จะได้รับปัจจัยพื้นฐานต่างๆแล้วเพียงพอแล้ว มันก็ยังไม่พอใจ ยังมีความต้องการทะเยอทะยานที่จะมีความสุขมากยิ่งขึ้นๆ และดูจะไม่รู้มีจุดสิ้นสุดที่ใด

และจึงไม่น่าแปลกใจ หากมนุษย์จะมีปัญหาว่ามัน “อยู่ไม่เป็น” ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนอื่น และเกิดความสับสนมากมาย เพราะธรรมชาติไม่ได้สร้างให้มนุษย์เกิดมาเอาตัวรอดและ “อยู่เป็น” ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เอง

อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์หลายๆคนก็สามารถพัฒนาความ “อยู่เป็น” ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ และน่าศีกษาเรียนรู้

Web Blog นี้เขียนโดยมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งมีปัญหา “อยู่ไม่เป็น” ในสังคมนี้ และทำขึ้นเพื่อพยายามหาคำตอบว่า เราซึ่งเดิมที่พัฒนามาเป็นเพียงมนุษย์ถ้ำ ควรจะต้องปรับตัวอย่างไร ในโลกที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยไปอย่างสิ้นเชิงจากที่ธรรมชาติ Set มาให้ ควรจะปรับตัวอย่างไรในโลกที่ Social Media มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโลกอีกใบหนึ่ง ปรับตัวอย่างไร ในโลกเมื่อมันเกิดมาในโลกที่ “ต้องอยู่ให้เป็น” จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้

มาร่วมหาคำตอบด้วยกันนะครับ

 

Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

บทความล่าสุด

Solon's Warning คำเตือนของ โซลอน
Perspective

คำเตือนของโซลอน – Solon’s Warning

เมื่อพระเจ้าครีซัสผู้มั่งคั่งและทรงอำนาจที่สุดแห่งยุคตรัสถาม โซลอน ว่าเคยพบใครที่มีความสุขมากกว่าพระองค์หรือไม่ เขากลับตอบชื่อสามัญชนที่เสียชีวิตแล้วกลับมา!

COVID-19 and Hope
Perspective

อย่าหวาดกลัวโรคระบาด…จนขาดสติ

ในอดีต โรคระบาดเคยพรากชีวิตมนุษย์โลกไปจนเกือบสิ้น แต่ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวมันจนเกินไป เพราะมนุษย์ได้ “เอาชนะ” ภัยพิบัตินี้ มานับครั้งไม่ถ้วน

อยู่เป็น คือ อะไร ความหมาย
Perspective

“อยู่เป็น” คืออะไร? … จากใจคน “อยู่ไม่เป็น”

คำว่า “อยู่เป็น” คืออะไร หมายความว่าอะไร? จะต้องอยู่แบบไหน จึงจะเรียกว่า อยู่เป็น? แล้วคนที่ “อยู่ไม่เป็น” จะอยู่ได้ยังไงในโลกที่แสนจะ “อยู่ยาก” ใบนี้?

บทความอื่นๆ

บิล เกตส์ วิธีอ่านหนังสือ
Productivity

บิล เกตส์ มีวิธีการอ่านหนังสืออย่างไร

บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Microsoft และ บลอกเกอร์ที่รวยที่สุดในโลก มีวิธีการอ่านหนังสืออย่างไร?ทำไมจึงอ่านได้ปีละ 50 เล่ม? มาร่วมกันหาคำตอบครับ

Bill Gates' book recommendations for summer 2019
Productivity

หนังสือ 5 เล่ม ที่แนะนำโดยบิล เกตส์ ประจำฤดูร้อน ปี 2019

รายชื่อหนังสือแนะนำโดยบิล เกตส์ ประจำ Summer 2019 นี้ เผยแพร่เมื่อ 20 พฤษภาคม 2019 โดยมาใน Theme ของ “Upheaval” หรือ การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของบางสิ่งบางอย่าง