รีวิวหนังสือ: โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร

รีวิว โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร
ผู้เขียน : โคโนะ เก็นโตะ
สำนักพิมพ์ : AMARIN HOW-TO
จำนวนหน้า : 213 หน้า
Genre : Self-Help
ISBN : 9786161828998
พิมพ์ครั้งแรก : 28/3/2019

โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร

6

เนื้อหา

6.0/10

การนำเสนอ

6.0/10

Pros

  • เหมาะสำหรับทุกๆคนที่วางแผนในการเรียน และเตรียมสอบ
  • ได้แง่คิดว่าหัวดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการวางแผนการเรียน และวินัยดีเยี่ยมในการเรียนด้วย

Cons

  • หลายๆส่วนในหนังสือ มีสำนวนการแปลที่เข้าใจยาก
  • เนื้อหาบางส่วนไม่ค่อยเป็นขั้นเป็นตอน จับประเด็นสำคัญยาก
  • เป็นลักษณะเนื้อหา"แบ่งปันประสบการณ์" ซึ่งวิธีการนี้ก็อาจใช้ไม่ได้ผลกับคนอื่นๆมากนัก

Key Messages

  • การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็ต้องเรียน คำถามจึงไม่ใช่”ทำไมต้องเรียน” แต่คือ คุณต้องเข้าใจว่ามันสำคัญยังไง และหาแรงบันดาลใจในการเรียนให้ได้ เพื่อให้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เทคนิคการเรียนที่ผู้เขียนใช้อยู่ และแนะนำ คือการ เรียนด้วยวิธีคำนวณกลับหลัง คือหาเป้าหมายก่อน แล้วประเมินว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ในเวลาเท่าใด ก่อนที่จะลงมือทำ 
  • การลงมือทำต้องมีการทบทวนเสมอ เรียกว่าผ่านวงจร PDCA
  • เทคนิคที่จะใช้ให้เรียนได้ดีนั้น มีอีกสี่อย่าง คือ ต้องเรียนให้เร็วขึ้น เรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งเป้ามหายให้ชัดทำได้ ไม่สูญเปล่า และ ต้องมีเทคนิคการจำที่ต้องมีทั้ง Input และ output ที่ดี

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย โคโนะ เก็นโตะ ซึ่งขณะนี้(2019)เป็นนักเรียนแพทย์ปี5 ของมหาวิทยาลัยโตเกียว เขาสามารถสอบผ่านเนติบัณฑิตของญี่ปุ่นได้ตั้งแต่ครั้งแรก ในขณะที่ผลการเรียนแพทย์ก็ยังดีเลิศ ซึ่งความอัจฉริยะของเขาเป็นที่โด่งดังมากขึ้น หลังจากที่เป็นผู้ชนะการแข่งขันในรายการ King of Brains 2 สมัยซ้อน 

รายการ The King of Brains เป็นรายการแข่งกันตอบปัญหาที่เกี่ยวกับความรู้ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือความรู้ทั่วไปอื่นๆ โดยจะนำเอาอัจฉริยะ8คนมาร่วมแข่งขันกัน  ซึ่งจะต้องชิงไหวชิงพริบกันสุดๆ ต้องมีความจำเป็นเลิศ และความสามารถในการคำนวณอันเยี่ยมยอด ผู้ที่จะชนะได้จึงต้องมีมันสมองอัจฉริยะมากๆ (สามารถดูความน่าทึ่งของ โคโนะ เก็นโตะ ได้ที่นี่ครับ 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกของเขา โดยเขาอ้างว่าตัวเขานั้นไม่ได้เกิดมาด้วยมันสมองอัจฉริยะแต่อย่างใด เพียงแต่เขามีความกระหายเรียนรู้ตลอดเวลา มีความสุขกับการเรียนมาก และมีระบบการเรียนที่เป็นแบบแผน (โคโนะ เก็นโตะ เรียกตัวเองว่า “โอตาคุการเรียน”)  จึงต้องการเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ และวิธีเรียน หวังเพื่อให้ผู้อ่านมีความสุขมากขึ้นกับการเรียนรู้เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาหลัก 3 ส่วน 

  1. อธิบายว่าการเรียนสำคัญอย่างไร ทำไมต้องเรียน ทำอย่างไรจึงจะมีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เพื่อให้ประสิทธิภาพของการเรียนสูงที่สุด 
  2. เทคนิควิธีการเรียน : วิธีเรียนคำนวณกลับหลัง ,เทคนิคสี่ข้อในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ 
  3. วิธีสอบเข้าโรงเรียนม.ปลายมหาวิทยาลัย วิธีเรียนวิชาต่างๆ และแบ่งปันประประสบการณ์เตรียมสอบเนติบัณฑิต

     

แต่ส่วนที่น่าสนใจนั้นคือ Part 1 & 2 (ส่วนตัวคิดว่า Part 3 ค่อนข้างนามธรรม และเป็นการเอาสิ่งใน part 1/2 มาเล่าซ้ำ จึงไม่ได้สรุปไว้ครับ)

Part 1 : ความสำคัญของการเรียน และ แรงบันดาลใจในการเรียน 
ทำไมต้องเรียน
  • การเรียนเพิ่มทางเลือกในอนาคต เช่น เลือกสาขาอาชีพที่จะเป็นได้มากกว่า 
  • ได้อยู่ท่ามกลางคนที่มีความสามารถ อยู่กับคนเก่งๆ ตัวเองก็จะเก่งตาม 
  • ได้รู้ว่าตัวเองชอบ/ไม่ชอบ ถนัด/ไม่ถนัดอย่างไรในการเรียน  
  • ได้ทักษะฝึกการแก้ปัญหาต่างๆ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 
  • เพิ่ม Self-Esteem ในตัวเอง 
ำอย่างไรจึงจะมีแรงบันดาลใจในการเรียน 
  • ระลึกเสมอว่าการเรียนนั้นเต็มไปด้วยข้อดี 
  • ฝึกนิสัยให้ตั้งเป้าหมายของตัวเองโดยเสมอ เช่น เที่ยวอย่างมีเป้าหมาย (ไม่เที่ยวตอนนี้ จะไม่มีเวลาแล้วเรียนอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (มีคนชื่นชม , ไต่เต้าชนชั้นทางสัคมรายได้หาแฟนง่ายขึ้นแต่เขาเชื่อว่าเป้าหมายที่ดีคือเพื่อสังคม ซึ่งนั่นก็เป็นการทำเพื่อตัวเองด้วย เพราะตัวเองจะมีความสุขเมื่อได้ทำเพื่อคนอื่นนั่นเอง 
  • ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและยิ่งใหญ่ไว้ก่อน เช่น เรียนเพื่อไปช่วยคนอื่น และอย่าตั้งเป้าหมายเพียงเพื่อจะเอาชนะความพ่ายแพ้ (เช่นสอบตก โดนบอกเลิก) 
  • ทำการเรียนให้เป็นเรื่องสนุก โดยการใช้ 2 เทคนิคหลักๆ 
    • 1. วงจรฉันทำได้ ยิ่งทำได้สำเร็จ ยิ่งณู้สึกสนุก จะทำให้ยิ่งมีแรงบันดาลใจทำต่อไป ในการเรียน สิ่งที่จะช่วงให้หมุนวงจรฉันทำได้ คือ  
      • 1. เรียนหนังสือด้วยวิธีที่เหมาะสมกับเป้าหมาย 
      • 2. เรียนหนังสือในระดับที่เหมาะกับตัวเอง : เริ่มจากเรียนเรื่องง่ายๆ ค่อยไปเรียนเรื่องยากๆ  
      • 3. เรียนหนังสือให้เหมือนเล่นเกม : มีเทคนิคย่อยอีก 3 ข้อคือ 
        • Time Attack : คิดว่าตัวเองจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จในเวลาอันสั้นได้หรือไม่ เช่น เดิมใช้เวลา 10นาที ในการทำแบบทดสอบ เมื่อถึงคราวหน้าก็ให้ท้าทายตัวเองว่าจะทำได้เร็วกว่าเดิมสัก 1-2 นาทีไหม ถ้าทำได้เราจะรู้สึกดีัและสนุกมากขึ้น 
        • Score : คิดว่าเราจะทำคะแนนได้ดีแค่ไหน การทำแบบทดสอบครั้งต่อๆไปให้ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น เชช่นทำถูกจาก 50% -> 70% ถ้ามันเพิ่มเราก็จะรู้สึกดีขึ้น  
        • Checklist : วางแผนในแต่ละวันเป็น To do list ว่าจะทำอะไรบ้าง เช่น วันนี้จะอ่านหนังสือเล่มไหนบ้าง จะท่องศัพท์กีคำ ถ้าทำได้ก็ให้ขีดฆ่ารายการนั้น โดยการทำ Checklist นั้นให้ทำแบ่งรายการย่อยไว้ด้วย จะได้มีรายการให้ขีดฆ่าได้เยอะๆ ทำให้เราเห็นว่าเรามีพัฒนาการดีขึ้นๆ 
    • 2. เพิ่มความอยากรู้อยากเห็นไปเรื่อยๆ 
      • สิ่งต่างๆนั้นมีความน่าสนใจเสมอ อยู่ที่มุมมองความคิดของเราว่าจะแปลผลมันยังไง  แม้จะเป็นอะไรที่ดูน่าเบื่อมากๆ หรือเราไม่ชอบจริงๆ ถ้าเราเปลี่ยนความคิดเราเอง มันก็น่าสนใจได้ 
      • ถ้าเราชอบอะไรก็ทำมันให้สุด ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นจะนำไปสู่การเรียนรู้เองช่น ชอบเล่มเกม ก็อาจอยากทำเกมเอง ซึ่งก็จะนำไปสู่การเรียนเขียนโปรแกรม 
Part 2 : วิธีการเรียนและเตรียมสอบ 
เรียนด้วยการคำนวณกลับหลัง 
  • เขาบอกว่ามีหลายๆคนที่ตั้งใจเรียน แต่ผลการเรียนก็ไม่ไปไหน อาจเป็นเพราะเขาเรียนโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นเอง ทำให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายใช้เวลาทุ่มเทมากๆ  ทั้งๆที่เรามีเวลาจำกัด  
  • วิธีการเรียนด้วยการคำนวณกลับหลังนี้จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้สร้างผลสำเร็จได้มากสุด และเหนื่อยน้อยที่สุด 
  • เพราะ ผลลัพการเรียนนั้นขึ้นกับ ทิศทางในการพยายาม และ ระยะเวลาในการพยายาม เช่น ถ้าจะสอบภาษาอังกฤษสำหรับเข้ามหาวิทยาลัย แต่ดันใช้เวลามากมายไปกับการท่องdictionary ทั้งเล่ม มันก็คือการเสียเวลาไปกับทิศทางที่ผิด สู้เอาเวลามาอ่านเก็งคำศัพที่น่าจะออกหรือออกบ่อยๆดีกว่า
  • การเรียนกลับหลัง ทำให้เรากำหนดทั้งทิศทางได้ และ ทำให้เรารู้ว่าเรามีระยะเวลาเท่าใดนั่นเอง
วิธีการเรียนกลับหลัง มี 5 ขั้นตอนคือ 
  • 1. รู้เป้าหมาย และตั้งมันอย่างเป็นรูปธรรม 
    • ถ้าเป้าหมายคือการสอบ ก็ต้องรู้ว่าจะสอบวิชาอะไร และต้องทำได้กี่คะแนนจึงจะบรรลุเป้าหมาย (เช่น สอบผ่านเอาทไหร่ เราจะพยายามทำให้ได้กี่%) แล้วก็ดูว่าเรามีเวลาที่เหลือในการเตรียมตัวเท่าไหร่ 
    • จากนั้นคัดกรองเนื้อหาที่ออกสอบคร่าวๆ โดยดูขอบเขตเนื้อหาและข้อสอบเก่า ดูว่ามันจะออกข้อสอบตรงไหนบ้าง   
    • เมื่อรู้ขอบเขตเนื้อหาที่ออกสอบแล้ว ดูว่าจะต้องทำให้ได้แค่ไหน โดยดูข้อสอบเก่าๆแบบผ่านๆ แล้วดูว่าเรามีความรู้สึกเช่นไร เช่น ถ้าเสริมตรงนี้นิดหน่อยก็ทำได้ หรือ อ่านเฉลยแล้วยังไม่เข้า การทำแบบนี้ทำให้เรารูว่าตัวเองอยู่ห่างเป้าหมายแค่ไหน 
    • ทั้งนี้ เน้นว่าข้อสอบเก่านั้นใช้เพื่อหาแนวทางมาดูว่า เนื้อหาตรงที่จะได้คะแนนเยอะ และ ข้อสอบเน้นความเข้าใจด้านไหน เราจะได้มีแนวทางว่าควรเริ่มอ่านหนังสือตรงไหน และเน้นตรงไหนเป็นพิเศษ 
  • 2. กำหนดสิ่งที่ต้องทำ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย 
    • 1. ก่อนอื่น ให้ถามคนอื่น 
      • ถามคนเก่งๆ หรือ คนที่สอบมาก่อน หรือ อาจารย์ ว่าควรอ่านหนังสือเล่มไหนบ้าง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย โดยพยายามถามจากหลายๆแหล่งมาพิจารณารวมกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากสุด  วิธีนี้จะมีคุณภาพมากกว่ามานั่งคิดเองคนเดียว 
    • 2. นำข้อมูลที่ได้มาสรุปเป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำจริงๆ 
      • การเอาหนังสือที่ทุกคนแนะนำมาอ่าน เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่า เพราะต้องใช้เวลานานมาก และอ่านแบบกว้างเกินไป ใช้ทำข้อสอบจริงไม่ได้ จึงต้องมีการ จัดลำดับความสำคัญของหนังสือติวสอบ 
      • ทำได้อย่างไร มีเกณฑ์สองข้อในการเลือก  
        • 1. มีเนื้อหาครอบคลุมที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายๆเล่ม แล้เสริมส่วนที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจด้วยหนังสทือรวมแบบฝึกหัดที่เน้นเนื้อหาหลัก 
        • 2. ถ้าเลือกไม่ถูก ก็เลือกเล่มที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน ก็จะทำให้เราไม่น่าพลาด หรือ ไม่น่าทิ้งห่างจากคนอื่นมากนัก
      • การเลือกที่เรียนพิเศษ ก็ใช้เกณฑ์นี้เช่นกัน  
      • อย่างกกับการลงทุนเพื่อตัวเอง อย่าตัดตัวเลือกหนังสือ หรือสถานที่ที่กวดวิชาออก เพราะว่ามันแพง 
  • 3. จัดตารางสิ่งที่ต้องทำ (To do List) 
      • แรกๆให้ตั้งเป้าหมายคร่าวๆ ก่อน เช่น จะอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายใน สัปดาห์ แล้วพอได้อ่านหนังสือจริงๆ เราก็จะรู้ว่าเราอ่านได้เร็ว/ช้า แค่ไหน และแต่ละวันเรามีเวลามากน้อยแค่ไหน ก็ให้จัดตารางเวลาให้ละเอียดเป็นรายวันและรายสัปดาห์ และใช้ To do list ที่ละเอียดๆ (เรียนให้เหมือนเล่นเกม) และใช้ PDCA 
      • การวางแผนสิ่งที่ต้องทำนั้นก็อาจจะมีหลายๆครั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้า สิ่งสำคัญคือไม่ยกเลิกกลางคัน 
  • 4. ลงมือทำ : แบ่งออกเป็นส่วนของ “การมองภาพรวม” และ สร้าง Output
    • 4.1 การมองภาพรวม
      • แน่นอนว่าเราต้องรู้ว่าสิ่งที่เราเรียนอยู่คืออะไร แต่ก็ต้องคำนึงถึงภาพรวมด้วยว่า ไอ้ที่เราเรียนอยู่นั้นมันอยู่ส่วนไหนของภาพรวมวิชานั้น และมันกำหนดความสำคัญต่อภาพรวมนั้นอย่างไร เช่น หากเรียนวิชาประวัติศาสจร์ญี่ปุ่น แทนที่จะท่องจำทุกอย่าง ก็ให้มาดภาพรวมทั้งหมดของเนื้อหาก่อน แล้วค่อยๆ เก็บรายละเอียดของแต่ละบท 
      • การคิดถึงภาพรวม หมายถึงการคิดถึงกิ่งไม้ 
      • กิ่งไม้คือ ใจความสำคัญ ก้านและใบคือรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่น่าจะออกสอบ 
      • การคำนึงภาพรวมคือการมองหากิ่งไม้ให้ออก และหาว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร เมื่อมีกิ่งไม้ที่ชัดเจน เราจะมีฐานสำหรับสร้างก้านใบที่ชัดเจนเช่นกัน เวลาเรียนส่วนของก้านและใบ เราก็จะเข้าใจว่าแท้จริงแล้วมันอยู่ที่ส่วนของก้านไหน  
      • การตั้งใจเรียนโดยเน้นรายละเอียดปลีกย่อย มักจะทำให้เราพลาดส่วนสำคัญ และทำคะแนนสอบได้ไม่ดี 
      • วิธีสร้างกิ่งไม้ 
        • ถามคนอื่น  เช่นคนที่สอบผ่านแล้ว หรืออาจารย์ และรวมถึงจากแหล่งต่างๆ เช่น บทสัมภาษ อินเตอร์เน็ต  ก็จะทำให้รู้ว่าตรงไหนเป็นใจความสำคัญ ที่ข้อสอบเน้น หรือออกสอบบ่อยๆ และต้องแยกให้ออกระหว่างบทที่ชอบ กับบทที่ออกสอบ เขายกตัวอย่างว่าในการสอบเนติบัณฑิต ข้อสอบที่เป็นกฏหมายรัฐธรรรมนูญนั้นแทบไม่ออก แต่มันก็สำคัญมากสำหรับการเป็นทนาย ดังนั้นถ้าโจทย์คือการสอบให้ผ่าน การเน้นอ่านกฏหมายรัฐธรรมนูญจึงไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก 
        • ไว้พอสอบผ่านแล้ว ค่อยกลับมาอ่านอย่างละเอียดอีกทีก็ได้  
      • จัดลำดับความสำคัญด้วยตัวเอง  
        • มองประเด็นสำคัญของเนื้อหาต่างๆให้ออกได้ด้วยตัวเอง โดยหนึ่งในวิธีที่แนะนำคือการทำข้อสอบเก่า คำถามที่ออกบ่อยๆ ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญ เราต้องมองให้ได้ว่าคำถามที่ชอบนำมออกบ่อยๆนั้นมีจุดร่วมคืออะไร เพราะบ่อยครั้งโจทย์ก็เอาแกนหลักเดิมๆมาออก แต่เปลี่ยนด้านรายละเอียดไปเท่านั้นเอง และ เราต้องวิเคราะห์โจทย์ที่เคยทำผิดอย่างละเอียด ว่าเราทำผิดตรงไหน ก็จะช่วยให้เห็นภาพรวมได้ดีขึ้น 
    • 4.2 สร้าง output 
      • วิธีการเรียนโดยพึ่งแต่ input (ได้ดู ได้ฟัง ได้อ่าน) เพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดตามเลย  เพราะถือว่า ได้เรียนแล้ว ซึ่งก็คือการเรียนที่มีแต่ Input ไม่มี Output เลยเป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ 
      • การมีแต่ Input จะทำให้จำได้แค่ 20-30%, แต่ Output นั้นจะได้ถึง 70-80% เลยทีเดียว ,
      • Output ที่ดีที่สุดคือการสอนคนอื่น เพราะก่อนที่เราจะอธิบายให้ใครฟังได้ เราต้องจับประเด็นสำคัญให้ได้ก่อน และสรุปเป็นคำพูดของตัวเราเองได้ ฉะนั้นการสอนคนอื่นคือการสร้าง output ที่มีประสิทธืภาพอย่างมาก  
      • แนะนำว่าถ้าเป็นการสอนหนังสือกับเพื่อน ให้แบ่งกันติวเนื้อหา ผลัดกันสอน เช่น ให้แต่ละคนไปสรุป 100 หน้าแล้วมาผลัดกันสอน วิธีช่วยลดเวลาอ่านหนังสือ และทำให้การอ่านหนังสือที่ต้องคิดตลอดเวลาว่าตรงนี้สำคัญ/ไม่สำคัญ จะออกสอบมั้ย ทำให้มีประสิทธิภาพในการเรียนมากขึ้น 
  • 5. ตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเป็นระยะ 
    • แผนที่วางไว้แต่แรกนั้นไม่ใช่แผนที่ดีที่สุดเสมอไป หากวางแผนไว้แล้วไม่ปรับเลี่ยนให้ดีขึ้น ก็จะไม่เกิดการพัฒนา  
เทคนิคสี่ข้อในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ 

เมื่อรู้วิธีเรียนแบบถอยหลังแล้ว เทคนิคสี่ข้อนี้ก็จะเสริมความสำเร็จมากขึ้น 

  • 1. พิ่มประสิทธิภาพให้เรียนได้รวดเร็วขึ้น 
    • ลดความเครียด เพื่อให้เรียนได้อย่างมีความสุข ต้องสนุกกับการเรียน อย่ากดดันตัวเอง เครียดแล้วให้รีบนอน การทนอ่านหนังสือต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ไปงีบสั้นๆ หรือนอนไปเลยยังจะดีกว่า 
    • แนะนำให้ทำ Coffee nap ในการงีบ อาจทำให้ร่างกายสดชื่นมากขึ้น 
    •  เปลี่ยนสถานที่หรือสร้างสภาพแวดล้อม ให้ตัวเองมีสมาธิ เลือกสถานที่ที่เหมาะกับตัวเรา
    • กำหนดระยะเวลาเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง  อ่านเมื่ออยากอ่าน ง่วงเมื่อไหร่ก็นอน อ่านหนังสือตามที่สภาพร่างกายตัวเองจะอำนวย ตัวเขาไม่เคยกำหนดเลยว่าในวันนี้ จะอ่านหนังสือให้ได้กี่ชั่วโมง 
  • 2. ใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพกว่าคนอื่น 
    • เพิ่มเวลาอ่านหนังสือ โดยไม่ทิ้งเวลาพัก เลือกมิธีพักที่มีจุดสิ้นสุด เช่น พักโดยฟังเพลงสามเพลง 
    • อ่านวิชาที่ถนัดแทนการพักผ่อน 
    • ทำการอ่านหนังสือให้เป็นกิจวัต 
    • ใช้เวลาว่างระหว่างกิจกรรมต่างๆให้เป็นประโยชน์ เช่นระหว่างเดินทาง แปรงฟัน อาบน้ำ แม้มือไม่ว่าง สมองเราก้ยังว่างให้คิดทบทวนบทเรียนได้ 
    • หาเวลาว่างๆยาวๆ ให้วิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างเป็นระบบ 
    • หาเวลาให้น้อยที่สุด กับวิชาที่จำเป็นน้อยสุด เช่น ถ้าเรามีงานให้ทำเยอะมาก และมีวิชาที่เราเน้นกว่า วิชาที่เราไม่เน้นเราก็แค่กำหนดเวลาน้อยๆ ตั้งเป้าหมายให้พอผ่าน อาจจะเป็นค่อยอาจตอน วันก่อนสอบ เป็นต้น 
  • 3. ตั้งเป้าหมาย ที่จะไม่สูญเปล่า  
    • แผนที่วางไว้ต้องเป็นแผนระยะยาวที่เราทำได้ต่อเนื่อง และไม่ฝืนตัวเองมากไป 
    • อย่าให้เครื่องมือกลายเป็นเป้าหมาย เช่น การฝึกทำข้อสอบเก่านั้นเพื่อเป็นการทดสอบความรู้ตัวเอง ข้อสอบเก่าเป็นแค่เครื่องมือ อย่าตั้งเป้าหมายว่าทำข้อสอบเก่าได้ = สำเร็จแล้ว 
    • อีกอย่างที่เจอบ่อยคือ สมุดโน้ต บางคนจริงจังกับการทำสมุดโน้ตมากเกินไป ค่อยคัดลอกข้อมูลจากชีทเรียน ค่อยๆ highlight วาดรูปประกอบ ซึ่งหากจริงจังกับมันมาก อาจทำให้คุณหลงทางจากเป้ามหายที่แท้จริง (สอบได้ สอบผ่าน) ไปเป็นการตั้งมั่นทำสมุดโน้ตให้เสร็จแทน 
    • สมุดโน้ตมีข้อเสียใหญ่ๆ คือ
      • 1. การเขียนต้องใช้เวลา เขาแนะนำว่าคุณควรจะดูและจำให้ได้ก่อน ถ้ายังไงก็จำไม่ได้สักที อาจไปลองเขียนโน้ต
      • 2. บางคนพอได้สรุปเนื้อหาในสมุด ก็จะร้สึกดีใจว่ามีความรู้ในสมุดแล้ว ทำให้สมองขี้เกียจจำ 
    • ข้อดีของสมุดโน้ต ถ้าจะใช้ คือการช่วยสรุปเนื้อหากว่างๆ ให้ได้ใจความสำคัญ คือไม่ใช่ลอกหนังสือมา แต่เอาเนื้อหาที่ซับซ้อนในหัวมาสรุป โดยเน้นประเด็นสำคัญว่า “มีคำอธิบายยืดยาวเลย แต่สุดท้ายก็คือ OO” และทำให้ตัวเองเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น 
    • เช่นกันในตอนเรียน หากเราฟังอาจารย์ก็ไม่ต้องพยายามจดโน้ตทุกคำพูด ให้ฟังและสรุป จดโน้ตสั้นๆไว้ หรือถ้ามีหนังสือแล้ว ก็พยยามอ่านตามแล้วลากเส้นโยงส่วนที่เกี่ยวข้องกัน หรือเขียนคำอธิบายเพิ่มเติมแทรกในเนื้อหาส่วนต่่างๆ เพื่อให้การกลับมาทวน มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  • 4. เทคนิคการท่องจำที่ใครๆก็ทำได้ 
    • ทบทวนซ้ำๆหลายๆครั้ง การเปลี่ยนความจำระยะสั้น เป็นระยะยาว ต้องอาศัยการท่องจำบ่อยๆ 
    • พูดถึงเส้นโค้ง แห่งการลืม (Forgetting Curve) พบว่า หลังผ่านไป 20 นาที ระดับความสามารถในการเก็บข้อมูลจะอยู่ที่ 58% 1 วันจะเหลือ 34 และ 6 วัน เหลือ 25 ซึ่งสมองผู้เขียนก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน 
      • วิธีที่แนะนำ คือ ทบทวนท่องจำหลังได้ข้อมูลนั้นมาแล้วเป็นเวลา 30 นาที 1 ชั่วโมง 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน 
    • สร้าง Output เวลาท่องจำ พยายามดึงข้อมูลต่างๆในหัวมาทวนซ้ำ จะทำให้จำระยะยาวได้ดีขึ้น 
    • ใช้การเล่นคำ (Mnemonic) ให้เป็นประโยชน์ ในการจำคำนวนมากๆ หรือ คำศัพท์ยาวๆ

Opinion

แม้ว่าเนื้อหาหลักของหนังสือจะอยู่กับการเรียน และการเตรียมสอบเก็บคะแนนและสอบเข้า แต่หนังสือเล่มนี้ก็เหมาะกับทุก โดยคนที่ยังต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือสนใจศึกษาสิ่งใหม่อยู่สม่ำเสมอ ยอมรับว่าในตอนแรกผมเองก็มีอคติกับหนังสือเล่มนี้ เพราะผมคิดว่าคนที่เก่งขนาดนี้ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดมาด้วยมันสมองอัจฉริยะ มีต้นทุนมากกว่าคนอื่น ไม่ต้องทำอะไรมากก็เก่งได้ แต่เมื่อได้อ่านเกี่ยวกับวิธีการเรียนและเตรียมสอบ ที่ต้องอาศัยการทบทวนความผิดพลาด (ในหนังสือตั้งชื่อว่า หมุนวงจร PDCA) การวิธีการวางแผนอย่างละเอียด และประสบการ์การวางแผนเตรียมสอบต่างๆ ก็ทำให้เข้าใจว่านอกจากผู้เขียนหนังสือจะเป็นอัจฉริยะแล้ว ยังเป็นคนที่มีวินัยเป็นเลิศ ซึ่งนั่นก็ช่วยยืนยันว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะขาดความพยายาม ความขยัน และวินัยไปไม่ได้เลย 

อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้มีหลายๆจุดที่อ่านแล้วเข้าใจยาก (หลายๆส่วนน่าจะจากสำนวนการแปล) และค่อนข้างเป็นนามธรรมเกินไป รวมถึงลำดับขั้นของเนื้อหาที่มีการวนซ้ำบ้างในบางจุด และไม่ได้เป็นลำดับขั้นตอนนัก (ให้อารมณ์ว่านึกได้แล้วจึงมาเขียนที่หลัง) รวมถึงวิธีการเรียนนั้นก็เป็นจากประสบการณ์ของผู้เขียนคนเดียว ซึ่งก็อาจใช้ไม่ได้กับทุกคน  

Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

รีวิวหนังสือล่าสุด

กาลครั้งหนึ่งใน "จีนยุคใหม่" - Once Upon A Time in New China
Investing

รีวิวหนังสือ: กาลครั้งหนึ่งใน “จีนยุคใหม่” – Once Upon A Time in New China

เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดของการใช้ข้อมูลและ AI ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนใน “จีนยุคใหม่” ไปอย่างไร หนังสือผ่านมุมมองคนไทย เล่มนี้ จะช่วยเราเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ

Healthy Aging ศุภวุฒิ สายเชื้อ
Health

รีวิวหนังสือ: Healthy Aging – เกิด แก่ (ไม่)เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

บอกเล่าหลักการเพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Healthy Aging) ด้วยวิธีการกินอาหาร การออกกำลัง การนอนหลับ อย่างถูกหลักวิทยาศาสตร์ ที่คนวัยทำงานควรอ่านอย่างยิ่ง

บทความอื่นๆ

COVID-19 and Hope
Perspective

อย่าหวาดกลัวโรคระบาด…จนขาดสติ

ในอดีต โรคระบาดเคยพรากชีวิตมนุษย์โลกไปจนเกือบสิ้น แต่ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวมันจนเกินไป เพราะมนุษย์ได้ “เอาชนะ” ภัยพิบัตินี้ มานับครั้งไม่ถ้วน

อยู่เป็น คือ อะไร ความหมาย
Perspective

“อยู่เป็น” คืออะไร? … จากใจคน “อยู่ไม่เป็น”

คำว่า “อยู่เป็น” คืออะไร หมายความว่าอะไร? จะต้องอยู่แบบไหน จึงจะเรียกว่า อยู่เป็น? แล้วคนที่ “อยู่ไม่เป็น” จะอยู่ได้ยังไงในโลกที่แสนจะ “อยู่ยาก” ใบนี้?

รีวิว review joker โจ๊กเกอร์
Perspective

บทเรียนจากภาพยนตร์ Joker

Review ภาพยนตร์ Joker (โจ๊กเกอร์ 2019) บอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของวายร้ายในตำนาน ในอีกหนึ่งมุมมอง ที่ทำให้ผู้ชมต้องตั้งคำถาม เรื่องความดี และ ความเลว